รีวิวคุณสงกรานต์ M Shot Testosterone ที่ M Clinic

รีวิวคุณสงกรานต์ – M Shot Testosterone ที่ M Clinic

จากคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ…สู่การฟื้นพลังและรูปร่างอีกครั้ง หลังอายุเข้าเลข 3

สวัสดีครับ ผมสงกรานต์ครับ
ก่อนหน้านี้ผมเป็นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เล่นเวท ดูแลตัวเองมาตลอด แต่พออายุเริ่มเข้าเลข 3 สิ่งที่รู้สึกได้ชัดเลยคือ พลังในการออกกำลังกายเริ่มลดลง เหนื่อยง่าย ฟื้นตัวยาก และกล้ามเนื้อขึ้นยากกว่าสมัยก่อน ทั้งที่การซ้อมแทบไม่ต่างจากเดิม

ผมเริ่มรู้สึกว่าแค่ “ซ้อมอย่างเดียว” อาจไม่พอแล้ว
เลยเริ่มมองหาวิธีดูแลร่างกายจากข้างใน เพื่อให้รูปร่างและบอดี้กลับมาดูดี แข็งแรง และมีกล้ามที่ชัดขึ้นอีกครั้ง

🔹 จุดเริ่มต้นของปัญหา (ก่อนเริ่มโปรแกรม)

ผมออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ

  • พลังตกง่าย
  • เล่นเวทหนักแล้วล้าสะสม
  • กล้ามขึ้นช้ากว่าเดิม
  • รูปร่างไม่กระชับเหมือนช่วงก่อนอายุ 30

ตรงนี้ทำให้ผมเริ่มสงสัยว่า ระบบฮอร์โมนของร่างกายอาจไม่เหมือนเดิมแล้ว

ทำไมถึงเลือก M Shot Testosterone ?

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมคือ ความปลอดภัย
ผมไม่ได้ต้องการแค่กล้ามขึ้นเร็ว แต่ต้องเป็นการดูแลสุขภาพในระยะยาว

ที่ M Clinic ก่อนเริ่มโปรแกรม
คุณหมอมีการตรวจเลือดอย่างละเอียด ทั้งระดับ Testosterone ค่าเลือด ค่าตับ ค่าไต และค่าที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
จากนั้นนำผลมาตีความและวางแผนการรักษาแบบ เฉพาะบุคคล ไม่ใช่สูตรเดียวใช้กับทุกคน

ตรงนี้ทำให้ผมมั่นใจว่าร่างกายผมได้รับการดูแลจริง ไม่ใช่แค่การฉีดฮอร์โมนอย่างเดียว

โปรแกรมที่ผมทำ

คุณหมอแนะนำให้เริ่มที่ M Shot Testosterone 5 เข็มแรก (สัปดาห์ละครั้ง)
พร้อมอธิบายว่าร่างกายส่วนใหญ่มักเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เข็มที่ 2–3
ผมจึงตัดสินใจเริ่มโปรแกรม และตั้งใจว่าหากผลลัพธ์ดี จะทำต่อให้ครบ 10 เข็ม

ผลลัพธ์หลังทำ M Shot Testosterone ครบ 5 เข็ม

หลังทำครบ 5 เข็ม ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดเจน

  • พลังงานดีขึ้น ตื่นมาสดชื่นกว่าเดิม ไม่เพลียง่าย
  • ออกกำลังกายได้ดีขึ้น ฟื้นตัวไว เล่นเวทได้ต่อเนื่อง

กล้ามเนื้อกระชับขึ้น รูปร่างดูแน่นขึ้น ใส่เสื้อผ้าแล้วทรงสวยกว่าเดิม

#Testosterone #เพิ่มมวลกล้าม #เพิ่มกล้าม #กล้าม #muscle

เปรียบเทียบรูปร่าง ก่อน–หลัง

สิ่งที่เห็นได้ชัดไม่แพ้ตัวเลข คือ รูปร่างโดยรวมดูดีขึ้น
กล้ามเนื้อมีทรงชัดขึ้นจากเดิม ลำตัวแน่นขึ้น เวลาใส่เสื้อผ้ามั่นใจมากยิ่งขึ้น

ความรู้สึกส่วนตัว

สำหรับผม M Shot Testosterone ไม่ใช่แค่การเพิ่มกล้าม
แต่คือการดูแลสุขภาพผู้ชายแบบจริงจัง
ทุกขั้นตอนมีแพทย์ดูแล มีการตรวจเลือด และติดตามผลอย่างชัดเจน ทำให้ผมรู้สึกสบายใจและมั่นใจมาก

“เหมาะกับผู้ชายที่เริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่ฟิตเหมือนเดิม
ออกกำลังกายแล้วกล้ามไม่ขึ้น ฟื้นตัวยาก
โดยเฉพาะคนอายุ 30+ จะเห็นความต่างค่อนข้างชัดครับ”

 

สรุป

ตอนนี้ผมทำครบ 5 เข็มแล้ว และตั้งใจจะทำต่อให้ครบ 10 เข็ม
เพราะรู้สึกว่าร่างกายยังพัฒนาได้อีก และอยากให้ผลลัพธ์ชัดเจนยิ่งขึ้น

ถ้าใครกำลังเจอปัญหาแบบผม
ผมแนะนำให้ลองเข้ามาปรึกษาที่ M Clinic ดูครับ
อาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้คุณกลับมาฟิตและมั่นใจในร่างกายของตัวเองได้อีกครั้ง

(ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)

6 เทรนด์สุขภาพของผู้ชายปี 2026 การดูแลสุขภาพในทุกมิติแบบเฉพาะตัว (Personal Health)

6 เทรนด์สุขภาพของผู้ชายปี 2026 การดูแลสุขภาพในทุกมิติแบบเฉพาะตัว (Personal Health)

เทรนด์สุขภาพของผู้ชายปี 2026 กำลังก้าวข้ามการดูแลตัวเองแบบพื้นฐานเดิม ๆ (การกินให้ดี ออกกำลังกายให้พอ หรือหลับให้ครบ 8 ชั่วโมง) ไปสู่การดูแลสุขภาพที่เฉพาะตัวและยั่งยืนมากกว่าเดิม

ไม่ว่าจะเป็นการกิน การออกกำลังกาย การจัดการฮอร์โมน การนอนที่มีคุณภาพ แม้กระทั่งการดูแลสุขภาพจิตให้ดี เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นหนึ่งใจปัจจัยของสุขภาพของผู้ชายยุคใหม่

โดยบทความนี้จะพาไปดูว่า 6 เทรนด์สุขภาพของผู้ชายในปี 2026 กำลังเดินไปในทิศทางไหนและอะไรคือสิ่งที่ผู้ชายยุคใหม่ควรรู้ เพื่อการเตรียมความพร้อมก้าวเข้าสู่ปี 2026 ได้อย่างมั่นใจ

1) สุขภาพแบบเฉพาะตัว (Hyper-personalised Men’s Health)

เทรนด์แรก คือ การดูแลสุขภาพแบบเฉพาะตัว ที่จะอิงจากข้อมูลด้านสุขภาพของแต่ละคน ในการกำหนดวิธีการดูแลสุขภาพให้เหมาะสมกับแต่ละคนที่สุด เพราะจริง ๆ แล้วพวกเขาต้องการต้องการคำแนะนำและวิธีที่เหมาะกับร่างกายของตัวเอง

ตัวอย่างข้อมูลที่ได้รับความนิยมในปี 2026 ในการนำมาวิเคราะห์ เช่น

  • เครื่องสวมใส่ (Wearable devices) ในการติดตามคุณภาพการนอน การเต้นหัวใจ และภาวะความเครียดแบบเรียลไทม์
  • โปรแกรมสำหรับโภชนาการเฉพาะบุคคลจากข้อมูล Gut microbiome
  • การวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย (Body Composition) ที่ละเอียดกว่า BMI
  • ระบบ AI Coach ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลประจำวันแล้วปรับแผนการกินและการออกกำลังกายแบบอัตโนมัติ

ข้อดีของเทรนด์นี้ คือ ผู้ชายจะเข้าใจร่างกายและจิตใจของตัวเองดีขึ้น และสามารถเลือกวิธีดูแลที่เหมาะที่สุดได้ เช่น รู้ว่าควรเข้านอนเวลาไหนร่ายการจะฟื้นตัวได้ดีที่สุด หรือออกกำลังกายแบบไหนที่จะเหมาะกับร่างกายของตัวเองจริง ๆ

2) การออกกำลังกายที่เน้นความคล่องตัว ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อ (Functional & Mobility Training)

ในปี 2026 การออกกำลังกายของผู้ชายไม่ได้เน้นแค่การยกหนักหรือวิ่งหนักเท่านั้น แต่เป็นการไปปรับสู่การออกกำลังกายที่เน้น Functional, Mobility, Balance และ Core stability มากขึ้น เพราะปัญหาที่พบบ่อยของผู้ชายวัยทำงาน คือ ปวดหลัง ไหล่ตึง เคลื่อนไหวติดขัด เพราะมาจากการนั่งทำงานนาน ๆ และออกกำลังกายแบบซ้ำที่เดิม ๆ

ดังนั้นรูปแบบการออกกำลังกายที่นิยมในปี 2026 ได้แก่:

  • Mobility routine 10–15 นาทีต่อวัน: การยืดเหยียดแบบเคลื่อนไหวที่ช่วยให้ข้อต่อขยับได้ลื่นขึ้น ลดความตึงเมื่อเรานั่งทำงานนาน ๆ และทำให้ร่างกายอบอุ่นพร้อมก่อนที่จะออกกำลังกายหนัก
  • Strength และ Functional training: การฝึกกล้ามเนื้อแบบหลายมัดพร้อมกัน (Compound movements) เช่น Deadlift, Squat, Kettlebell flow ซึ่งช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแบบที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่กล้ามสวย
  • Pilates และโยคะสำหรับผู้ชาย: เป็นการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะช่วยสร้างความมั่นคงและแข็งแรงให้แกนกลางลำตัว (Core stability) ช่วยปรับท่าทาง (Posture) และลดอาการปวดหลังและปวดคอที่เจอบ่อยสำหรับคนวัยทำงานได้ดี
  • การออกกำลังกายแบบเคลื่อนที่ (Movement-based training): เช่น Animal flow, Mace flow หรือ Bodyweight flow ที่เป็นการผสมความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการควบคุมร่างกายในเวลาเดียวกัน ทำให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานผสานกันได้ดีมากขึ้น

ทำให้ร่างกายมีความสมดุลและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ช่วยลดโอกาสบาดเจ็บจากการออกกำลังกายหรือท่าทางผิด ๆ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันหรือกิจกรรมอื่น ๆ ได้อีก เช่น การเดิน การนั่ง การยกของ หรือการนั่งทำงานนาน ๆ ได้แบบไม่เมื่อยล้าเหมือนแต่ก่อน

3) การฟื้นตัวที่ดีและการนอนอย่างมีคุณภาพ (Recovery & Sleep Science)

มีผู้ชายจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการนอนมากขึ้น เพราะพวกเขารู้แล้วว่า การนอนคือหนึ่งปัจจัยที่มีต่อเกือบทุกระบบในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมน ความจำ ความเครียด ระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

ดังนั้นในปี 2026 เทรนด์ Sleep Sanctuary หรือการจัดสภาพแวดล้อมการนอนอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะเขาเริ่มมองการนอนเป็นหนึ่งในการการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว โดยมีแนวโน้มที่เห็นชัดจาก

  • หมอนอัจฉริยะและอุปกรณ์ตรวจคุณภาพการนอน: ช่วยวิเคราะห์เวลาที่เราหลับ-ตื่น ระดับการหายใจ การขยับตัว ตลอดจนคุณภาพของ Deep sleep เพื่อให้เราปรับนิสัยการนอนได้แม่นยำขึ้น
  • การใช้แสงและเสียงแบบ Circadian-friendly: ไฟในห้องนอนที่ปรับอุณหภูมิสีตามเวลาของวัน และเสียงบำบัด เช่น White noise หรือเสียงธรรมชาติ ช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้ง่ายขึ้น
  • การทำ Sleep routine เพื่อเพิ่ม Deep sleep: ตั้งกิจวัตรก่อนนอนง่าย ๆ เช่น อาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ ปิดหน้าจอมือถือหรือคอมอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อให้สมองค่อย ๆ ผ่อนคลายลงและเข้าสู่ Deep sleep ได้ดีขึ้น
  • การเลือก Recovery tools เพิ่มการฟื้นตัว: อุปกรณ์อย่างโฟมโรลเลอร์, Massage gun หรือ Cold therapy ที่จะช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายผ่อนคลายก่อนที่จะนอน

ด้วยเวลาชีวิตที่มีจำกัด เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงไม่สามารถที่จะเพิ่มเวลาการนอนขึ้นได้มากนัก ดังนั้นสิ่งที่เราพอจะทำได้ก็ คือ การปรับให้การนอนในแต่ละคืนมีคุณภาพมากที่สุดในช่วงที่เราหลับ

4) การดูแลจิตใจและความแข็งแรงทางอารมณ์ (Mental Fitness & Emotional Strength)

ในปัจจุบันผู้ชายหลาย ๆ คนไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่รูปร่างและความแข็งแรงของร่างกายอีกต่อไป 

สุขภาพจิตและและการจัดการอารมณ์ กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ชายให้ความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากคนเริ่มเข้าใจแล้วว่าการจัดการความเครียด สุขภาพจิตและอารมณ์ สามารถส่งผลต่องาน สุขภาพ คุณภาพชีวิต และความสัมพันธ์ครอบครัวของพวกเขาได้ ดังนั้น Mental fitness จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยจะมีวิธีที่หลากหลายในการจัดการ เช่น

  • การฝึกสติและการหายใจ เพื่อปรับระบบประสาท: เทคนิคการหายใจง่าย ๆ และการฝึกสมาธิ สติในชีวิตประจำวัน เพราะจะช่วยลดการตอบสนองต่อความเครียด ช่วยให้สมองโฟกัสได้ดีขึ้น และทำให้การตัดสินใจมีสติขึ้นในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีความกดดัน
  • การเข้ารับคำปรึกษาทางจิตวิทยาแบบเฉพาะตัว: การปรึกษานักจิตวิทยาในปัจจุบันถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งบางบริษัทให้มีการตรวจสุขภาพจิตประจำปีด้วยซ้ำ เพื่อช่วยพนักงานในองค์กรให้สามารถเคลียร์อารมณ์ที่ค้างคา ลดความวิตก และตั้งเป้าหมายในชีวิตให้ชัดเจนขึ้น
  • โปรแกรมเทรนสมอง (Neurofeedback): คือเทคโนโลยีที่ช่วยประเมินคลื่นสมองและฝึกสมองให้ตอบสนองต่อความเครียดได้ดีขึ้น กำลังเป็นที่สนใจสำหรับกลุ่มวัยทำงานและผู้บริหารที่ต้องการให้การทำงานสม่ำเสมอ ไม่แกว่งไปตามอารมณ์ของตัวเอง
  • การให้ความสำคัญกับเวลาพักและเวลาส่วนตัว: เริ่มจากการจัดเวลาให้กับตัวเองอย่างจริงจัง ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริง ๆ เพื่อให้สมองได้พักจากการทำงาน ความเครียดและความกดดัน ช่วยลดภาวะล้าและป้องกันอาการหมดไฟ (Burnout) ได้
  • การสร้างความสัมพันธ์หรือ Community ที่มีคุณภาพ: หลาย ๆ คนเริ่มมองหาและเข้าร่วม Community ที่ตัวเองชอบมากขึ้น เช่น กลุ่มออกกำลังกาย กลุ่มงานอดิเรก หรือกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดในการพัฒนาตัวเองในด้านต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและเพิ่มความมั่นคงทางอารมณ์ได้

5) การกินเพื่อสุขภาพและความยั่งยืน (Sustainable Nutrition & Clean Eating)

การกินอาหารสำหรับผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งไปที่แค่การลดน้ำหนักไวหรือการกินโปรตีนให้เยอะที่สุด แต่เปลี่ยนมาเป็นการกินอาหารที่ช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้นจริง มากกว่าตัวเลขน้ำหนักบนตาชั่ง พร้อมมีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน โดยจะเน้นไปที่ความยั่งยืน (Sustainability) คุณภาพอาหารและความสมดุล ได้แก่

  • เลือกอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย (Minimally processed foods): เพราะอาหารประเภทนี้คงคุณค่าทางโภชนาการไว้มากกว่า และลดการบริโภคสารปรุงแต่งที่อาจเป็นอันตรายกับร่างกายในระยะยาว
  • เพิ่มไฟเบอร์และอาหารที่ดีต่อระบบลำไส้ (Gut Health): ปี 2026 เป็นปีที่ Gut-first nutrition กำลังมาแรง เพราะความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร ภูมิคุ้มกัน อารมณ์ และน้ำหนักตัว
  • เลือกโปรตีนที่มีคุณภาพ: เน้นโปรตีนที่ย่อยง่ายและดีต่อสุขภาพ เช่น ปลา ไก่ ไข่ ถั่ว และผลิตภัณฑ์พืชทางเลือก (Plant-based) เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อโดยที่ไม่เพิ่มภาระให้กับระบบเผาผลาญ
  • ลดน้ำตาลและอาหารอุตสาหกรรม: ลดเครื่องดื่มที่มีรสหวาน อาหารทอด ของขบเคี้ยว และเมนูที่ใส่สารเติมแต่งสูง เพราะเป็นการกระตุ้นภาวะไขมันพอกตับ ความดัน และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ
  • เลือกแบรนด์ที่คำนึงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของลูกค้า: หลาย ๆ คนเริ่มอ่านฉลากสินค้ามากขึ้น เพื่อให้รู้ที่มาของวัตถุดิบ เลือกสินค้าผลิตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เช่น อาหารออร์แกนิก แบรนด์ที่ช่วยลดพลาสติกหรือสินค้าบอกรายละเอียดโภชนาการอย่างชัดเจน
  • วางแผนอาหารล่วงหน้าเพื่อลดการกินฟาสต์ฟู้ด: วิธีเตรียมแผนการกินอาหารล่วงหน้า เพราะจะช่วยโอกาสในการสั่งอาหารฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารจากภายนอกได้ เวลาที่เรานึกอะไรไม่ออก สามารถควบคุมปริมาณแคลอรี ลดค่าใช้จ่าย และการกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพได้

6) การดูแลฮอร์โมนและคลินิกเฉพาะทางสำหรับผู้ชาย (Men’s Health Clinics & Preventive Screening)

ในปี 2026 ผู้ชายจะหันมาใส่ใจเรื่องการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive screening) มากขึ้น ตั้งแต่การประเมินฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) การตรวจหัวใจ การตรวจค่าระบบเมตาบอลิซึม ไปจนถึงการอักเสบเรื้อรังต่าง ๆ เพราะหลายคนเริ่มตระหนักว่า การที่เรารู้ปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดโอกาสเกิดโรคเรื้อรังได้ดีกว่าการรอให้มีอาการแล้วค่อยรักษา ซึ่งปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมามักพบได้บ่อยในผู้ชายวัยทำงานจนถึงวัยกลางคนอยู่แล้ว

ดังนั้นคลินิกเฉพาะทางสำหรับผู้ชาย (Men’s Health Clinics) จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยหลายคนเลือกเข้าใช้บริการเพื่อการตรวจสุขภาพเชิงลึก เช่น

  • การตรวจฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone): รวมถึงฮอร์โมนสำคัญอื่น ๆ เช่น ฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และ Insulin เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านเมตาบอลิซึม
  • การตรวจสุขภาพหัวใจอย่างละเอียด เช่น EKG, Echocardiogram หรือ VO₂ max สำหรับผู้ชายที่ออกกำลังกายหรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ
  • การตรวจค่าการอักเสบเรื้อรัง (Inflammation markers) เพื่อคาดการณ์ปัญหาสุขภาพในอนาคต เช่น ภาวะดื้ออินซูลินหรือโรคหัวใจ
  • การวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกายโดยรวม (Body composition analysis) ที่ละเอียดกว่าการชั่งน้ำหนักหรือวัด BMI ทำให้เข้าใจสัดส่วนไขมัน–มวลกล้ามเนื้อได้ชัดเจน
  • โปรแกรมสุขภาพเฉพาะทางสำหรับผู้ชาย เช่น การฟื้นฟูจากความเครียดเรื้อรัง การปรับสมรรถภาพทางเพศ หรือการแก้ปัญหาการนอนไม่ดี

เทรนด์นี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ ผู้ชายต้องการที่จะรู้และป้องกันก่อนมากกว่าปล่อยให้ลุกลามจนต้องรักษาในระยะยาว

ในปี 2026 ผู้ชายจะหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพแบบครบทุกมิติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย การนอน การกิน รวมถึงจิตใจ ไม่ได้โฟกัสแค่เรื่องกล้ามหรือรูปร่างดีเหมือนที่ผ่านมา

สำหรับใครที่อยากมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงขึ้น วิธีง่ายที่สุดคือ เริ่มสำรวจตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ว่าตอนนี้ร่างกายและจิตใจของคุณต้องการอะไรบ้าง พร้อมยอมรับและปรับเปลี่ยนบางพฤติกรรมที่อาจไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว แล้วเลือกแนวทางดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองจริง ๆ

เมื่อเราเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น ก็จะทำให้คุณมีทั้งสุขภาพแข็งแรงขึ้นและมีความสุขมากขึ้นในทุกด้านของชีวิต

Cell คืออะไร? เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพของผู้ชายอย่างไรบ้าง?

Cell คืออะไร? เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพของผู้ชายอย่างไรบ้าง?

หนึ่งในศาสตร์ทางการแพทย์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือ การใช้เซลล์ (Cell) เพื่อช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพและภาพรวมสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ชายจากภายใน แล้วเซลล์ที่ว่านี้มันคืออะไร? และเกี่ยวข้องกับสุขภาพและสมรรถภาพของผู้ชายอย่างไร? บทความนี้มีคำตอบ

 

เซลล์ (Cell) คืออะไร? และทำไมถึงสำคัญสำหรับผู้ชาย?

เซลล์ (Cell) คือ เซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ชนิดต่าง ๆ ของร่างกายได้ เช่น เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ผิว หรือเซลล์หลอดเลือด ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพของร่างกาย

เมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป การทำงานของเซลล์เหล่านี้จะเริ่มทำงานลดลง ประกอบกับระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ที่ค่อย ๆ ลดลง ทำให้ร่างกายฟื้นตัวช้ากว่าเดิม กล้ามเนื้อลดลง ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี และอาจส่งผลถึงสมรรถภาพทางเพศและสุขภาพโดยรวมด้วย

ฉะนั้นการดูแลสุขภาพตั้งแต่ระดับเซลล์จึงเป็นแนวทางใหม่ที่ผู้คนให้ความสนใจสำหรับในกลุ่มเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging & Regenerative Medicine) เพื่อให้ระบบภายในร่างกายกลับมามีความสมดุลอีกครั้งเท่าที่จะทำได้

หน้าที่ของ Cell กับการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ชายมีอะไรบ้าง?

ในทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine) พบว่า Cell มีหน้าที่สำคัญในการปรับปรุงและฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ชาย ผ่านการทำงานหลายด้านทั้งในระดับเซลล์และชีวโมเลกุล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Mesenchymal Cell (MC) ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดชนิดหนึ่ง

โดยเซลล์ชนิดนี้ไม่ได้เปลี่ยนตัวเองไปเป็นเนื้อเยื่อใหม่เท่านั้น แต่มันยังสื่อสารกับเซลล์อื่น ๆ ผ่านการหลั่งสารชีวโมเลกุล (Paracrine factors) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสื่อมลงได้อีกด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อระบบสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. กระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Angiogenesis)

หนึ่งในสาเหตุหลักของผู้ชายที่มีภาวะสมรรถภาพทางเพศลดลง คือ การไหลเวียนเลือดไม่ดีที่บริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า Cell โดยเฉพาะ Mesenchymal Cell (MC) อาจมีความสามารถในการหลั่งสารกระตุ้นให้ร่างกายสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้น

ผลลัพธ์ คือ ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เนื้อเยื่อบริเวณอวัยวะเพศได้รับออกซิเจนและสารอาหารมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อสมรรถภาพในทางกายภาพของผู้ชายตามธรรมชาติ โดยที่ไม่ต้องพึ่งการกระตุ้นจากภายนอกร่างกาย

2. ฟื้นฟูเซลล์ประสาทและเนื้อเยื่อรอบอวัยวะเพศ (Neuroregeneration)

ผู้ชายที่มีภาวะเครียดเรื้อรัง เบาหวาน หรือหลอดเลือดเสื่อม มักจะมีการเสื่อมของเส้นประสาทที่ควบคุมการตอบสนองทางเพศ ซึ่ง Cell สามารถช่วยส่งสัญญาณให้ร่างกายกระตุ้นการซ่อมแซมเส้นประสาท (Nerve regeneration) และเพิ่มการทำงานของเซลล์ที่ห่อหุ้มและปกป้องเส้นประสาท

การฟื้นฟูระดับนี้ช่วยให้การส่งสัญญาณระหว่างสมองและอวัยวะเพศกลับมาทำงานได้สมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการรับความรู้สึกและการตอบสนองของร่างกายดีขึ้น

3. ลดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย (Chronic Inflammation)

การอักเสบเรื้อรังในระดับต่ำ (Low-grade chronic inflammation) เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ระดับ ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลง รวมถึงพลังงานและอารมณ์ทางเพศของผู้ชายในชีวิตประจำวันด้วย

Cell มีคุณสมบัติในการหลั่งสารต้านการอักเสบ เช่น Interleukin-10 (IL-10) และ Transforming Growth Factor-β (TGF-β) ที่ช่วยยับยั้งกระบวนการอักเสบและปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาอยู่ในภาวะสมดุลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ร่างกายสามารถฟื้นตัวจากการอักเสบเรื้อรังได้ดีขึ้น ลดอาการอ่อนเพลีย เพิ่มพลังงานและสมรรถภาพของผู้ชายได้อีกด้วย

4. กระตุ้นการทำงานของเซลล์ Leydig และความสมดุลของฮอร์โมนเพศชาย

เซลล์ Leydig ในอัณฑะมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักของผู้ชาย

มีงานวิจัยบางชิ้นพบว่า Cell โดยเฉพาะ Mesenchymal Cell (MC) สามารถกระตุ้นให้เซลล์ Leydig ทำงานได้ดีขึ้น ผ่านการหลั่งสัญญาณทางชีวภาพที่ช่วยเพิ่มการสร้างฮอร์โมนในระดับเซลล์ ส่งผลให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเพศชายที่สมดุลมากขึ้น

เมื่อระดับฮอร์โมนกลับมาอยู่ในภาวะปกติ ก็จะช่วยให้ ร่างกายมีพลังงานมากขึ้น อารมณ์ดีขึ้น และมีความต้องการทางเพศเป็นปกติ

 

ข้อควรรู้และความปลอดภัยในการใช้ Cell กับร่างกาย

แม้ว่าการใช้ Cell จะถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงและมีผลจากคลินิกในต่างประเทศที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพเพศของผู้ชาย แต่ในประเทศไทยเองยังถือว่าอยู่ในช่วงการวิจัยและพัฒนา จึงควรต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine) และอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ที่ชัดเจน

เพราะวัตถุประสงค์หลักของการเพิ่มสมรรถภาพด้วย Cell ไม่ได้มุ่งเน้นที่การรักษาเฉพาะโรค แต่เน้น ไปที่การฟื้นฟูร่างกายโดยรวมตามธรรมชาติ ดังนั้นผู้ที่สนใจควรทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูลอย่างถูกต้องก่อนตัดสินใจรับการรักษา โดยมีข้อควรระวังที่ควรรู้ คือ ปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจรับการดูแล เพื่อประเมินความเหมาะสม และวิเคราะห์สภาพร่างกายและสุขภาพของแต่ละคน เพราะในบางเคสอาจมีปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ความเครียด ภาวะหลอดเลือดตีบหรือโรคประจำตัว ซึ่งอาจต้องได้รับการดูแลควบคู่กันไปด้วย

 

การฟื้นฟูร่างกายด้วยเซลล์ต้นกำเนิด ( Cell Therapy) ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีอนาคตในวงการเวชศาสตร์ฟื้นฟูสมรรถภาพเพศชาย แต่ก่อนอื่นเราควรศึกษา และใช้งานด้วยความเข้าใจ พร้อมอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงที่สุด และเราอยากขอย้ำอีกครั้งว่าแนวทางนี้ไม่ได้ใช้เพื่อแทนการรักษาทางการแพทย์ทั่วไป แต่มันเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการดูแลสุขภาพและฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายในเชิงการฟื้นฟูจากภายในอย่างยั่งยืน




เผยเคล็ดลับ! การดูแลสุขภาพของผู้ชายในแต่ละช่วงวัยควรทำอย่างไร?

เผยเคล็ดลับ! การดูแลสุขภาพของผู้ชายในแต่ละช่วงวัยควรทำอย่างไร?

สุขภาพของผู้ชายมีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุและวัย ทั้งในด้านของฮอร์โมน การเผาผลาญ พฤติกรรมการใช้ชีวิตและความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ซึ่งหมายความว่าการที่เราจะดูแลสุขภาพในแต่ละช่วงอายุของเรานั้นไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันได้ตลอด ดังนั้นผู้ชายจะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีใหม่ ๆ เมื่อมีอายุที่มากขึ้น

แต่ทว่าผู้ชายหลายคนมักเริ่มมาดูแลสุขภาพเมื่อเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น เริ่มมีพุงเริ่ม รู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้น หรือรู้สึกพละกำลังลดลง แต่จริง ๆ แล้ว ร่างกายของคุณอาจส่งสัญญาณเตือนมาสักพักใหญ่แล้ว เพราะฉะนั้นการเข้าใจว่าร่างกายต้องการอะไรในแต่ละช่วงอายุ จึงเป็นก้าวแรกของการดูแลสุขภาพของผู้ชายอย่างถูกวิธีและยั่งยืน โดยมาเริ่มกันที่

 

ช่วงวัยรุ่น (อายุ 13–20 ปี) ช่วงการวางรากฐานสุขภาพให้แข็งแรง

ช่วงวัยรุ่นถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสุขภาพผู้ชายทุกคน เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) อย่างชัดเจน ซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ กระดูก โครงสร้างของร่างกาย รวมถึงอารมณ์และพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เช่น เสียงเริ่มทุ้มขึ้น กล้ามเนื้อเริ่มชัดเจน และขนตามร่างกายเริ่มขึ้นมากขึ้น

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของฮอร์โมนและอารมณ์ในช่วงนี้ของวัยรุ่น อาจทำให้เกิดพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความไม่สมดุล เช่น การนอนดึก รับประทานอาหารไม่ครบหมู่ หรือเผชิญความเครียดจากการเรียนและความคาดหวัง ดังนั้นการดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยนี้จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นการวางรากฐานร่างกายที่แข็งแรง สำหรับการเติบโตในวัยผู้ใหญ่

แนวทางการดูดูแลสุขภาพของวัยรุ่นมีอะไรบ้าง?

  1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

โดยเน้นสารอาหารและมีพลังงานสูงที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโตร่างกายวัยรุ่น เช่น

  • โปรตีนคุณภาพดี จากเนื้อสัตว์ ไข่ นม หรือถั่ว เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
  • แคลเซียม เพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูกในช่วงที่ร่างกายกำลังยืดตัว
  • ธาตุเหล็ก เพื่อช่วยในการสร้างเม็ดเลือดและป้องกันภาวะการเหนื่อยล้า
  1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างกล้ามเนื้อและเสริมภูมิคุ้มกัน

วัยรุ่นเป็นช่วงที่กล้ามเนื้อและกระดูกกำลังเติบโต การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการหลั่งของ Growth Hormone และ Testosterone ให้ทำงานได้ดีขึ้น

โดยเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยรุ่น เช่น เตะฟุตบอล ว่ายน้ำหรือปั่นจักรยาน และอาจเริ่มต้นฝึกเวทเทรนนิ่งเบา ๆ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เสริมภูมิคุ้มกัน รวมถึงเสริมบุคลิกภาพ แต่ก็ควรระมัดระวังเรื่องอาการบาดเจ็บ

  1. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการพัฒนาของร่างกาย

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์หรือนอนดึก ที่ส่งผลต่อการสร้างฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) และการฟื้นฟูร่างกาย โดยเฉพาะการนอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้ระดับการหลั่งของ Growth Hormone ลดลง เป็นการชะลอการเจริญเติบโตได้

  1. ดูแลสุขภาพจิตและอารมณ์อย่างใกล้ชิด

ช่วงวัยรุ่นของใครหลาย ๆ คน อาจมีความเครียด ทั้งจากความกดดันทางสังคม ด้านการเรียน หรือปัญหาด้านภาพลักษณ์ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมในอนาคตได้

ดังนั้นการเปิดใจพูดคุยกับครอบครัว หรือหากรู้สึกเครียดมากจัดการไม่ไหว ควรไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อศึกษาวิธีจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม

 

ช่วงวัยเริ่มทำงาน (อายุ 21–35 ปี) ช่วงเสริมพละกำลังและดูแลรูปร่าง

ช่วงวัยนี้ถือเป็นช่วงที่ผู้ชายมีพลังร่างกายสูงที่สุด ทั้งในด้านกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง และระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นช่วงที่ชีวิตต้องเจอกับความเครียดต่าง ๆ มากมาย ทั้งจากการทำงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ 

ซึ่งระบบเผาผลาญจะเริ่มทำงานได้แย่ลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป ทำให้ผู้ชายหลายคนเริ่มมีอาการอ้วนง่าย แม้จะกินอาหารเหมือนเดิม และมีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หรือขาดแรงจูงใจแบบไม่รู้สาเหตุ ซึ่งถ้าหากว่าไม่ได้มีการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม อาจเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่โรคเรื้อรังในอนาคต เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำก่อนวัย

แนวทางการดูแลสุขภาพของวัยเริ่มต้นทำงานมีอะไรบ้าง?

  1. ควบคุมอาหารและเลือกกินอาหารอย่างมีสติ

เพราะว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อรูปร่างและความสมดุลของฮอร์โมน

    • ควรลดการบริโภคน้ำตาล ไขมันทรานส์ และอาหารแปรรูปให้น้อยลง
    • เพิ่มโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ หรือพืชตระกูลถั่ว
    • เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้องและธัญพืช
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 6–8 แก้ว

การควบคุมอาหารที่เราหมายถึงไม่ได้หมายถึงการอด แต่เราหมายถึงการเลือกกินให้มีความสมดุล เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และช่วยรักษาระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ

  1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมสมรรถภาพและลดความเครียด

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทั้งช่วยควบคุมน้ำหนัก และยังช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน Testosterone และ Endorphin ซึ่งเป็นผลดีต่ออารมณ์ สมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย และลดความเครียดจากการทำงาน

  • ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3–5 วันต่อสัปดาห์
  • เน้นการออกกำลังกายแบบผสมผสานทั้งเวทเทรนนิ่ง และ คาร์ดิโอ 
  • หรือถ้าหากไม่มีเวลา อาจเลือกออกกำลังกายแบบที่ใช้ระยะเวลาสั้นแต่ออกหนักขึ้น เช่น HIIT (High-Intensity Interval Training) ก็ช่วยเผาผลาญได้ดีเช่นกัน
  1. ตรวจสุขภาพประจำปี

ผู้ชายวัยทำงานไม่ได้ตรวจสุขภาพเพราะคิดว่าตัวเองยังแข็งแรง แต่หารู้ไม่ว่าโรคหลาย ๆ ชนิดก็เริ่มในช่วงวัยนี้แบบเงียบ ๆ โดยไม่มีอาการ เช่น

  • ความดันโลหิตสูง
  • ไขมันในเลือดสูง
  • เบาหวานระยะเริ่มต้น

เพราะฉะนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยให้เราสามารถประเมินค่าต่าง ๆ เช่น ระดับไขมัน น้ำตาล ความดันโลหิต ค่าการทำงานของตับและไต เพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงและวางแผนปรับพฤติกรรมในอนาคตได้อย่างเหมาะสม

  1. พักผ่อนให้เพียงพอและจัดการกับความเครียด

การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเพศชายและ Growth Hormone ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะในช่วง 22.00 – 02.00 น.

  • ควรนอนอย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน
  • หากมีความเครียดจากงาน ควรหาเวลาผ่อนคลายในกิจกรรมที่เราสนใจ เช่น ฟังเพลง เดินเล่นสวนสาธารณะ หรือออกกำลังกายเบา ๆ
  1. ใส่ใจสมรรถภาพทางเพศในฐานะตัวชี้วัดของสุขภาพ

สมรรถภาพทางเพศของผู้ชายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจได้เป็นอย่างดี เพราะการแข็งตัวของอวัยวะเพศเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือดโดยตรง หากเริ่มรู้สึกว่ามีปัญหา เช่น การแข็งตัวไม่เต็มที่ หรือความต้องการทางเพศลดลง ควรเข้าพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ฮอร์โมนต่ำหรือความผิดปกติของระบบหลอดเลือด

ช่วงวัยกลางคน (อายุ 36–50 ปี) ช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

เมื่อผู้ชายเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยกลางคน ร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ที่ค่อย ๆ ลดลงเฉลี่ยปีละประมาณ 1% หลังอายุ 40 ปีเป็นต้นไป

ซึ่งส่งผลต่อหลาย ๆ ระบบในร่างกาย เช่น มวลกล้ามเนื้อที่จะเริ่มลดลง มีการสะสมของไขมันมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง รวมถึงอารมณ์และพลังงานที่ค่อย ๆ ลดลง

นอกจากนี้ระบบเผาผลาญพลังงานก็ทำงานช้าลง ความเครียดจากการทำงานและภาระครอบครัวก็อาจทำให้ร่างกายมีความอ่อนล้าและส่งผลต่อคุณภาพของการนอนหลับ รวมถึงสุขภาพทางเพศด้วย ซึ่งในช่วงวัยนี้หากไม่ได้มีการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรังได้ไวขึ้นทั้ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงและโรคหัวใจ

แนวทางการดูแลสุขภาพของวัยกลางคนมีอะไรบ้าง?

  1. ปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะกับวัยกลางคนมากขึ้น
  • ลดคาร์โบไฮเดรตขัดสี เช่น ข้าวขาวและน้ำตาล
  • เพิ่มการรับประทานโปรตีนคุณภาพดีจากปลา ไก่ ไข่ และถั่ว
  • เลือกกินไขมันดีจากอะโวคาโด น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันปลา เพื่อช่วยลดการอักเสบในร่างกายและสนับสนุนการสร้างฮอร์โมนเพศชายตามธรรมชาติ

  1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด

ผสมผสานการออกกำลังกายระหว่างเวทเทรนนิ่งเพื่อกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ และคาร์ดิโอเพื่อเสริมระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน และควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์จะช่วยควบคุมน้ำหนักและเพิ่มพลังงานได้ดี

  1. ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ผู้ชายวัยกลางคนควรตรวจสุขภาพโดยเน้นไปที่ระดับไขมันในเลือด น้ำตาล ความดัน และฮอร์โมนเพศชาย รวมถึงการตรวจต่อมลูกหมากปีละครั้ง เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

  1. นอนหลับให้เพียงพอและจัดการความเครียด

ความเครียดสามารถลดการหลั่งฮอร์โมน Testosterone ได้ ดังนั้นลองจัดเวลาเพื่อผ่อนคลายให้เหมาะสมกับวัย เช่น เดินเล่น อ่านหนังสือ ทำสมาธิหรือใช้เวลากับครอบครัว รวมถึงการนอนหลับอย่างมีคุณภาพอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืน จะช่วยให้ฮอร์โมนกลับมาทำงานได้สมดุลมากยิ่งขึ้น

ในวัยกลางคนนี้การดูแลสุขภาพโดยรวมอาจจะไม่ต่างกับวัยเริ่มทำงานมากนัก แต่จะเน้นไปที่การรักษาความสมดุลของฮอร์โมนเพศชาย ที่จะส่งผลกับระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ดังนั้นการเสริมด้วยสารอาหารอย่าง วิตามินดี สังกะสี (Zinc) และ แมกนีเซียม (Magnesium) จะช่วยเพิ่มและคงระดับฮอร์โมนเพศชายในร่างกายให้เพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีพลังและคงสมรรถภาพได้ยาวนานขึ้น

วัยทอง (อายุ 50 ปีขึ้นไป) ช่วงเวลาแห่งการชะลอวัยและป้องกันโรคเรื้อรัง

เมื่อผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไปร่างกายจะเริ่มเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “Andropause” หรือวัยทองของผู้ชาย ซึ่งจะเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลงอย่างต่อเนื่องและมีผลต่อสมดุลของระบบต่าง ๆ ในร่างกายมากที่สุด ทั้งระบบเผาผลาญ กล้ามเนื้อ หัวใจ รวมถึงอารมณ์และสมรรถภาพทางเพศ

ผู้ชายหลาย ๆ คนอาจเริ่มมีความรู้สึกว่าร่างกายไม่สดชื่นเหมือนเดิม เหนื่อยง่ายขึ้น ความจำไม่ค่อยดี หรือแม้แต่หงุดหงิดง่าย ซึ่งเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตามวัย นอกจากนี้ความเสี่ยงของโรคเรื้อรังทั้ง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็เพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นช่วงวัยที่เรียกว่าการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา

แนวทางการดูแลสุขภาพของวัยทองมีอะไรบ้าง?

  1. ตรวจสุขภาพประจำปีให้ครบถ้วน

ผู้ชายวัยทองควรมีการตรวจสุขภาพอย่างละเอียดเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะการตรวจหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือด และต่อมลูกหมาก (PSA Test) เพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งการตรวจฮอร์โมนเพศชายก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยประเมินสมดุลของร่างกายและวางแผนการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลได้เหมาะสม

  1. เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจและชะลอวัย
  • เน้นอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันดี เช่น ปลาแซลมอน ถั่ว อะโวคาโดและน้ำมันมะกอก
  • ผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น เบอร์รี มะเขือเทศและผักใบเขียว เพื่อช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดและป้องกันโรคหัวใจ
  • อาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง เช่น ไข่ เต้าหู้ เนื้อไม่ติดมัน

สิ่งที่ควรงดรับประทานโดยเด็ดขาดสำหรับวัยทอง อาหารแปรรูป ของทอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสี เพราะสิ่งเหล่านี้จะไปกระตุ้นการอักเสบในร่างกายและเร่งการเสื่อมของเซลล์ รวมถึงลดระดับฮอร์โมนเพศชายอีกด้วย

  1. ออกกำลังกายแบบมีแรงต้านอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ

เมื่ออายุมากขึ้นมวลกล้ามเนื้อจะลดลงอย่างต่อเนื่อง การออกกำลังกายที่มีแรงต้าน เช่น เวทเทรนนิ่ง ยกน้ำหนักเบา ๆ หรือการเล่นโยคะ จะช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรงของข้อต่อ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนเพศชายตามธรรมชาติได้

  1. ดูแลสุขภาพจิตและเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม

การดูแลสุขภาพจิตที่ดี เริ่มด้วยการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับครอบครัว เพื่อน หรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทางสังคม มีส่วนช่วยให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข (Serotonin และ Dopamine) ซึ่งมีผลต่อความสมดุลของฮอร์โมนและสุขภาพสำหรับคนวัยทองได้

สุขภาพที่ดีของผู้ชายทุกคนไม่ใช่แค่การไม่มีโรค แต่คือการมีความสมดุลของร่างกาย ฮอร์โมน และจิตใจที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องและเข้าใจร่างกายของตัวเองในแต่ละช่วงวัย คือ กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ชายทุกคนและทุกวัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข มีความมั่นใจและแข็งแรงอยู่เสมอ



Estrogen Blocker คืออะไร? เมื่อมีภาวะฮอร์โมนเพศหญิงเกินในผู้ชาย

Estrogen Blocker คืออะไร? เมื่อมีภาวะฮอร์โมนเพศหญิงเกินในผู้ชาย


รู้หรือไม่? จริง ๆ แล้วผู้ชายทุกคนมีฮอร์โมนเพศหญิงอยู่ในร่างกาย และถ้าหากว่ามีมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสมรรถภาพทางเพศได้ ดังนั้น Estrogen Blocker คือ ทางเลือกหนึ่งในการช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายของผู้ชายอย่างเรา แล้วมันคืออะไร? ในบทความนี้จะพาผู้ชายทุกท่านมาทำความรู้จักกับ Estrogen Blocker กัน

 

เมื่อพูดถึงฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) หลายคนอาจคิดว่าฮอร์โมนเพศหญิงก็ต้องอยู่ในร่างกายของผู้หญิงเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว ผู้ชายก็มีฮอร์โมนชนิดนี้อยู่ด้วย เพียงแค่มีฮอร์โมนในปริมาณน้อยกว่าเท่านั้นเอง

ซึ่งในร่างกายของผู้ชายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) จะช่วยควบคุมหลายระบบ เช่น

  • การทำงานของสมองและอารมณ์
  • การเผาผลาญไขมัน
  • สุขภาพของกระดูก
  • สมดุลของสมรรถภาพทางเพศ

อย่างไรก็ตาม หากว่าร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไปหรือเทสโทสเทอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) ลดลงจนทำให้ฮอร์โมนเสียสมดุลก็อาจทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “Estrogen Dominance” หรือ ภาวะฮอร์โมนเพศหญิงเกินในผู้ชายได้

5 สัญญาณเตือนเมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เกินสมดุล

อาจมีหลาย ๆ คนที่ไม่รู้ตัวว่าอาการที่กำลังเป็นอยู่หรือที่เจออยู่ทุกวันนั้นเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจนเกิน  เช่น

  • หน้าอกเริ่มโตคล้ายผู้หญิง (Gynecomastia)

สัญญาณเตือนที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ หน้าอกเริ่มนูนขึ้นหรือจับแล้วรู้สึกมีเนื้อเต้านมมากกว่าปกติ ที่ไม่ได้เกิดจากไขมันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเนื้อเยื่อเต้านมที่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน หากปล่อยไว้นานอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างหรือเสื้อผ้าที่เคยใส่ได้

  • น้ำหนักขึ้นง่ายโดยเฉพาะตรงหน้าท้อง

ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลต่อการสะสมไขมันโดยเฉพาะที่หน้าท้อง เอวและหน้าอก ผู้ชายคนไหนที่เคยออกกำลังกายเล็กน้อยแต่ยังควบคุมน้ำหนักได้ อาจจะเริ่มรู้สึกว่าทำไมกินเหมือนเดิม แต่น้ำหนักกลับขึ้นง่ายผิดปกติ 

  • รู้สึกเหนื่อยง่าย กล้ามเนื้อลด

เมื่อระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนลดลงและเอสโตรเจนสูงขึ้น ร่างกายจะสร้างกล้ามเนื้อได้ยากขึ้น กล้ามเนื้อเดิมก็เริ่มหายไป ความแข็งแรงลดลง บางคนถึงขั้นรู้สึกว่าหมดแรง เหนื่อยง่าย แม้จะทำแค่กิจกรรมสบาย ๆ

  • มีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดหรือซึมเศร้า

ความไม่สมดุลของฮอร์โมนไม่ได้มีผลแค่ต่อร่างกาย แต่ยังส่งผลต่อสมองและอารมณ์ด้วย ระดับเอสโตรเจนที่ไม่สมดุลอาจทำให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิด อ่อนไหวหรืออารมณ์แปรปรวนง่ายกว่าปกติ บางคนอาจจะรู้สึกเครียดหรือไปจนถึงซึมเศร้าโดยไม่มีสาเหตุ

  • สมรรถภาพทางเพศลดลง

​​หนึ่งในอาการที่จะกระทบความมั่นใจของผู้ชายมากที่สุด คือ ความต้องการทางเพศลดลง ซึ่งมันจะเกิดขึ้นเมื่อฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนลดลงและฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงเกินไป

 

สาเหตุที่ทำให้ฮอร์โมนเพศหญิงเพิ่มขึ้นมีอะไรบ้าง?

  • อายุที่เพิ่มขึ้น เมื่อผู้ชายอายุมากขึ้นระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนจะค่อย ๆ ลดลง ทำให้สัดส่วนระหว่างฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิงไม่สมดุล
  • ไขมันส่วนเกิน ไขมันโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องจะมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า Aromatase ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนให้กลายเป็นเอสโตรเจน
  • การดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ส่งผลให้ตับทำงานแย่ลง ซึ่งเป็นอวัยวะที่คอยกำจัดฮอร์โมนส่วนเกิน ทำให้เอสโตรเจนค้างอยู่ในร่างกายมากขึ้น
  • ความเครียดสะสม เมื่อร่างกายเครียดจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งจะไปยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนให้ลดลง ส่งผลให้ความสมดุลของฮอร์โมนเพศนั้นเสียไป
  • การใช้ยาบางชนิดหรือโรคประจำตัว เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาต้านซึมเศร้าหรือโรคเกี่ยวกับตับและต่อมไร้ท่อ

หากคุณเริ่มสังเกตว่าร่างกายเริ่มเปลี่ยนไปในลักษณะเหล่านี้ อาจถึงเวลาที่ต้องไปเช็กฮอร์โมนแล้วครับ เพราะสาเหตุสำคัญที่แอบแฝงอยู่มักจะเกิดจากระดับเอสโตรเจนที่สูงเกินไป ซึ่งในปัจจุบันมีทางเลือกหนึ่งที่ช่วยจะปรับสมดุลของฮอร์โมนนี้ได้ คือ การใช้ Estrogen Blocker

Estrogen Blocker คืออะไร?

Estrogen Blocker หรือ ตัวยับยั้งฮอร์โมนเอสโตรเจน คือ ยาที่ช่วยลดการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายของผู้ชาย เพื่อจะปรับสมดุลของฮอร์โมนให้กลับมาปกติตามเดิม โดยทั่วไป แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ

 

1. Aromatase Inhibitors (AI)

ยากลุ่มนี้จะช่วยยับยั้งเอนไซม์ Aromatase ไม่ให้เปลี่ยนเทสโทสเทอโรนเป็นเอสโตรเจน ตัวอย่างยาที่แพทย์ใช้ในบางกรณี เช่น Anastrozole, Letrozole นิยมใช้กับผู้ชายที่ได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนหรือกำลังมีภาวะ Gynecomastia

 

2. Selective Estrogen Receptor Modulators (SERMs)

ยากลุ่มนี้ไม่ได้ไปลดระดับเอสโตรเจนโดยตรง แต่ไปขัดขวางไม่ให้ฮอร์โมนจับกับตัวรับ (Receptor) ในเนื้อเยื่อบางส่วน เช่น หน้าอก ส่งผลให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะยังอยู่ในร่างกาย แต่ก็ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เต็มที่ โดยเฉพาะจุดที่ทำให้เกิดอาการหน้าอกโตหรือสมรรถภาพลดลง ตัวอย่างยาที่แพทย์ใช้ เช่น Tamoxifen, Clomiphene 

 

ข้อควรระวังเมื่อใช้ยา Estrogen Blocker

แม้ตัวยาเหล่านี้จะมีประโยชน์ในทางการแพทย์ แต่ก็ไม่ควรใช้เองโดยเด็ดขาด เพราะการปรับระดับฮอร์โมนในร่างกายเป็นเรื่องที่ซับซ้อน หากใช้ในปริมาณหรือระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม อาจเกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ เช่น

  • ภาวะกระดูกพรุน เนื่องจากเอสโตรเจนมีส่วนช่วยในการรักษาความหนาแน่นของกระดูก แม้ในผู้ชายก็มีความสำคัญเช่นกัน
  • ความดันโลหิตสูงจากการเปลี่ยนแปลงสมดุลของระบบไหลเวียนเลือด
  • ปัญหาการนอนหลับหรืออาการอ่อนเพลีย จากการรบกวนวงจรของฮอร์โมน
  • สมดุลฮอร์โมนสลับกลับด้าน คือ เทสโทสเทอโรนสูงเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดสิว ผมร่วงหรืออารมณ์แปรปรวนได้

นอกจากนี้ยังมีบางคนที่เมื่อหยุดยากะทันหัน ร่างกายอาจเกิดการ “รีบาวด์” หรือร่างกายกลับมาสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนมากกว่าเดิม ทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติอีกครั้ง

ดังนั้น ก่อนเริ่มใช้ยาใด ๆ ควรตรวจระดับฮอร์โมนจากเลือดและปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านฮอร์โมนหรือเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging medicine) เพื่อประเมินภาวะฮอร์โมนในร่างกายอย่างรอบคอบ ทั้งฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) และฮอร์โมนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัยและเหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคนมากที่สุด

วิธีการรักษาสมดุลของระดับฮอร์โมนแบบธรรมชาติ

หากยังไม่ได้อยู่ในระดับที่รุนแรงจนถึงขั้นต้องใช้ยา การปรับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศให้กลับมาเป็นปกติได้อย่างปลอดภัย เช่น

  • ลดไขมันส่วนเกินโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง

เพราะไขมันเป็นสิ่งสำคัญที่ร่างกายใช้เปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายเป็นเอสโตรเจน ยิ่งมีไขมันมากร่างกายก็ยิ่งผลิตเอสโตรเจนมากขึ้น การลดน้ำหนักจึงช่วยลดการเปลี่ยนจากฮอร์โมนเพศชายเป็นฮอร์โมนเพศหญิงได้

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และอาหารแปรรูป

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจไปขัดขวางการสร้างฮอร์โมนเพศชายและกระตุ้นการผลิตเอสโตรเจน ส่วนอาหารแปรรูปที่มีไขมันทรานส์หรือสารเคมีสะสมสูง ก็อาจรบกวนการทำงานของตับ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการกำจัดฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกินออกจากร่างกาย

  • ออกกำลังกายเป็นประจำโดยเฉพาะการเวทเทรนนิ่ง

การออกกำลังเป็นการฝึกกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนตามธรรมชาติและช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ลดไขมันส่วนเกิน ซึ่งส่งผลต่อความสมดุลฮอร์โมนให้ดีขึ้น

  • นอนให้พอและจัดการความเครียด

การนอนหลับที่มีคุณภาพช่วยให้ร่างกายหลั่ง Growth hormone และเทสโทสเทอโรนในระดับที่เหมาะสม และช่วยลดความเครียดสะสม ซึ่งเป็นสาเหตุของการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่จะไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเพศชายได้

  • กินผักผลไม้ให้มากขึ้น

โดยเฉพาะผักตระกูลกะหล่ำ (เช่น บร็อกโคลี กะหล่ำปลี คะน้า) เพราะมีสารธรรมชาติอย่าง Indole-3-Carbinol (I3C) และ Diindolylmethane (DIM) ที่ช่วยกำจัดเอสโตรเจนส่วนเกินออกจากร่างกายตามธรรมชาติ

  • เสริมด้วยสารอาหารและสมุนไพรบางชนิด

อาหารเสริมบางกลุ่ม เช่น Zinc, Magnesium, Vitamin D หรือสมุนไพรที่มีข้อมูลสนับสนุนการปรับสมดุลฮอร์โมนเพศ เช่น Tribulus Terrestris, Tongkat Ali และ Ashwagandha ซึ่งอาจช่วยเพิ่มระดับเทสโทสเทอโรนและลดอาการอ่อนล้าได้ อย่างไรก็ตามควรใช้ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ที่เข้าใจด้านฮอร์โมน เพื่อป้องกันการใช้ยาเกินขนาดหรือกระทบกับยาชนิดอื่น ๆ

ภาวะฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) เกินสำหรับผู้ชายอาจดูไม่ร้ายแรงนักในช่วงแรก แต่จริง ๆ แล้วมีผลกระทบต่อทั้ง สุขภาพกาย จิตใจและความมั่นใจในชีวิตประจำวันได้มากกว่าที่คุณคิด

หากคุณเริ่มรู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนไป ทั้งในเรื่องพลังงาน อารมณ์หรือสมรรถภาพทางเพศ อย่ามองข้ามสัญญาณเหล่านี้ เพราะมันอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายของคุณกำลังไม่สมดุล เพราะฉะนั้นการดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งการปรับพฤติกรรม ตรวจสุขภาพประจำปีหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมน จะช่วยให้ร่างกายคุณกลับมาแข็งแรง มีความสมดุลและมั่นใจอีกครั้ง

9 พฤติกรรมเสี่ยง ที่ทำให้ผู้ชายผมร่วงโดยไม่รู้ตัว

9 พฤติกรรมเสี่ยง ที่ทำให้ผู้ชายผมร่วงโดยไม่รู้ตัว

อาการผมร่วงหรือผมบางไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ชายที่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคนเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ และหลาย ๆ ครั้งอาการผมร่วงไม่ได้เกิดจากเรื่องกรรมพันธุ์อย่างเดียวเหมือนที่ผู้ชายหลาย ๆ คนคิด แต่มันยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น พฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันบางอย่างที่เป็นตัวเร่งให้เส้นผมร่วงเร็วกว่าปกติ

โดยในบทความนี้จะมาผู้ชายทุกท่านมาเช็คกันว่า พฤติกรรมในชีวิตประจำวันไหนบ้างที่เสี่ยงและอาจทำให้เจอกับปัญหาผมร่วง ผมบาง ก่อนวัย ไปดูกัน!

 

1. สระผมด้วยน้ำอุ่นจัดเกินไป

การสระผมด้วยน้ำอุ่นอาจทำให้รู้สึกผ่อนคลายเวลาอาบน้ำหลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน แต่รู้หรือไม่ว่า ถ้าหากคุณใช้น้ำที่ร้อนเกินไปสระผมเป็นประจำ จะทำให้ความชุ่มชื้นบนหนังศีรษะถูกล้างออกไปจนหมด ทำให้หนังศีรษะแห้ง เกิดอาการคัน หรือรังแคตามมา แล้วยังทำให้เส้นผมสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้เส้นมีความเปราะและหลุดร่วงง่ายกว่าปกติ

 

2. ใช้เจลหรือแว็กซ์จัดทรงผมทุกวัน

การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยจัดทรงผม เช่น เจล แว็กซ์ หรือสเปรย์ฉีดผม สิ่งเหล่านี้มักมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และสารเคมีบางชนิดที่อาจทำให้เส้นผมแห้งเสีย หากล้างออกได้ไม่ดีพอและไม่สะอาด สารเคมีเหล่านี้จะสะสมอยู่บนหนังศีรษะและอุดตันรูขุมขน ทำให้เส้นผมที่จะงอกใหม่งอกได้ยากขึ้น และยิ่งเมื่อคุณใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะยิ่งเสี่ยงทำให้เส้นผมมีความอ่อนแอและร่วงได้ง่าย

 

3. สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์บ่อย

บุหรี่มีสารนิโคตินที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ส่วนแอลกอฮอล์ทำให้การไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงบนหนังศีรษะลดลง และเมื่อรากผมไม่ได้รับสารอาหารและออกซิเจนที่เพียงพอ ก็จะส่งผลให้ผมร่วงง่าย นอกจากนี้ยังผมที่จะขึ้นใหม่ขึ้นช้าและยากขึ้น ทำให้ผมบางลงเรื่อย ๆ อีกด้วย

 

4. มีความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว

ความเครียดเรื้อรังจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลมากเกินไป ส่งผลให้วงจรของเส้นผมสั้นลง และเกิดภาวะผมร่วงเฉียบพลัน (Telogen Effluvium) ได้บ่อยขึ้น หรือที่เรามักได้ยินคนพูดบ่อย ๆ ว่าเครียดจนผมร่วง เพราะฉะนั้นควรหากิจกรรมหรือวิธีผ่อนคลายเครียด เช่น การออกกำลังกาย การทำสมาธิ หรือการใช้เวลากับกิจกรรมที่ชื่นชอบ เพื่อลดความเครียดและลดการหลั่งของฮอร์โมนคอร์ติซอล

 

5. นอนไม่เพียงพอหรือนอนน้อยเป็นประจำ

ช่วงเวลาการพักผ่อนเป็นช่วงที่ร่างกายใช้ในการฟื้นฟูระบบต่าง ๆ รวมถึงรากผมด้วย หากว่าคุณนอนหลับไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ระดับฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ของเส้นผมนั้นหลังออกมาไม่พอ และทำให้มันทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ผมบางและร่วงง่ายกว่าคนที่นอนหลับเพียงพอ

 

6. รับประทานอาหารที่สมดุลและครบถ้วน

เส้นผมต้องการสารอาหารประเภทโปรตีนเป็นส่วนประกอบหลัก รวมถึงธาตุเหล็ก สังกะสี และวิตามินบี ถ้าหากว่าคุณได้รับสารอาหารที่ไม่สมดุลหรือกินแต่อาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ จะทำให้รากผมขาดสารอาหารที่จำเป็นและได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วน ส่งผลให้มีอาการผมร่วงเร็วกว่าปกติ การเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ปลา ถั่ว ไข่ และผักผลไม้สด จะช่วยให้รากผมแข็งแรงขึ้นและลดอาการผมร่วงได้

 

7. ดื่มคาเฟอีนมากเกินไป

ถ้าหากว่าคุณดื่มกาแฟหรือชาเขียววันละ 1–2 แก้ว ยังถือว่ามีประโยชน์และปกติ แต่ถ้าคุณเริ่มดื่มเกินวันละ 3–4 แก้ว จะเริ่มผิดปกติแล้ว เพราะจะทำให้ร่างกายเสียความสมดุล และรบกวนการดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อการเติบโตของเส้นผม หากคุณดื่มคาเฟอีนมากจนเกินไปยังทำให้นอนหลับยาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของปัญหาผมร่วงอีกด้วย

 

8. เกาหรือดึงผมเล่นบ่อย ๆ

การดึงผมหรือเกาหัวแรง ๆ หลายคนอาจทำโดยไม่รู้ตัว เช่น ดึงผมเล่นเวลาเครียด หรือเกาหนังหัวแรง ๆ เพราะรู้สึกคัน แต่รู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้รูขุมขนที่ศีรษะมีการบาดเจ็บหรืออักเสบได้ เมื่อรูขุมขนเสียหาย เส้นผมที่ขึ้นใหม่ก็อาจขึ้นช้าลงหรือมีเส้นเล็กลงกว่าเดิมได้ หากทำบ่อย ๆ ทำให้เกิดแผลเป็นเล็ก ๆ บนหนังศีรษะ ซึ่งอาจทำให้ผมไม่สามารถงอกใหม่ได้เลย

 

9. สวมหมวกแน่นและนานเกินไป

การใส่หมวกที่รัดแน่นเป็นเวลานาน ทำให้การไหลเวียนเลือดของหนังศีรษะลดลง รวมถึงความอับชื้นจากเหงื่อตอนใส่หมวกก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเชื้อราและรังแคบนหนังศีรษะ และเมื่อหนังศีรษะไม่แข็งแรง เส้นผมของคุณก็จะร่วงมากขึ้นและง่ายกว่าปกติ

วิธีดูแลเส้นผมเบื้องต้นสำหรับผู้ชายมีอะไรบ้าง?

  • เลือกแชมพูที่อ่อนโยนและเหมาะกับสภาพหนังศีรษะ

ผู้ชายหลายคนอาจชอบใช้แชมพูที่ให้ความรู้สึกสะอาดแบบจัดเต็ม แต่จริง ๆ แล้วการเลือกแชมพูที่มีสารเคมีแรงเกินไปอาจทำให้หนังศีรษะแห้งและระคายเคืองได้ เพราะฉะนั้นควรเลือกแชมพูที่อ่อนโยนและมีสูตรที่เหมาะกับปัญหานั้น ๆ เช่น หนังศีรษะมัน มีรังแคหรือผมแห้งเสีย เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของหนังศีรษะและเส้นผม

  • บำรุงรากผมด้วยเซรั่มหรือโทนิกเป็นประจำ

    การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบำรุงเส้นผม เช่น เซรั่มหรือโทนิก สามารถช่วยกระตุ้นรากผม เพิ่มการไหลเวียนเลือดและมอบสารอาหารที่จำเป็นให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น ลดการหลุดร่วง ควรนวดเบา ๆ ที่หนังศีรษะเพื่อช่วยให้เซรั่มซึมเข้าหนังศีรษะได้ดียิ่งขึ้น

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด

    การออกกำลังกายนั้นนอกจากจะดีต่อร่างกายทั้งหมดแล้ว ยังช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงรากผมได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เส้นผมได้รับออกซิเจนและสารอาหารครบถ้วน ซึ่งจะทำให้รากผมแข็งแรงผมหลุดร่วงยาก ดังนั้นการออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอ

  • รับประทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินให้เพียงพอ

    โปรตีน คือ วัตถุดิบหลักของเส้นผม ดังนั้นควรกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันหรือไขมันน้อย เช่น ไข่ ปลา หรือถั่ว นอกจากนี้ควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินบี และกรดไขมันโอเมก้า 3 เพื่อช่วยบำรุงรากผมและเส้นผมให้แข็งแรง

  • ​​พักผ่อนให้เพียงพอและลดความเครียด

    การนอนหลับที่มีคุณภาพและการจัดการความเครียดมีความสำคัญมาก เพราะฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ของเส้นผมจะทำงานได้ดีที่สุดตอนที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผม

    หากเริ่มรู้สึกว่าผมร่วงเยอะผิดปกติ (เกินวันละ 100 เส้น) หรือผมบางลงผิดปกติเป็นหย่อม ๆ คุณไม่ควรละเลยเด็ดขาด ควรไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผมหรือแพทย์ผิวหนัง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับคำแนะนำที่เหมาะสมก่อนที่ปัญหาจะลุกลามเกินจะแก้ไข

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับผมร่วงของผู้ชายที่ควรรู้มีอะไรบ้าง?

  1. ❌ สระผมทุกวันทำให้ผมร่วง

✅ จริง ๆ แล้วการสระผมทุกวันไม่ได้ทำให้ผมร่วงมากขึ้น โดยปกติคนเราสามารถมีผมร่วงได้วันละ 50–100 เส้น อยู่แล้วตามธรรมชาติ เพราะเป็นเส้นผมที่หมดอายุขัย แต่การสระผมที่ผิดวิธีหรือเลือกแชมพูที่ไม่เหมาะสมต่างหากที่ทำให้ผมร่วงผิดปกติ

  1. ❌ การใส่หมวกกันน็อคทำให้ผมร่วงจนหัวล้าน

    ✅ มีหลายคนกลัวการใส่หมวกกันน็อคเพราะเชื่อว่าจะทำให้ผมร่วง แต่ในความเป็นจริง การใส่หมวกกันน็อคไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้หัวล้าน แต่เกิดจากความอับชื้น ความร้อน และสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในหมวก หากหมวกไม่สะอาดหรือไม่ได้ซักและมีการซับเหงื่อเข้าไปอย่างสม่ำเสมอ อาจทำให้เกิดรังแค เชื้อรา หรือการระคายเคืองบนหนังศีรษะ ซึ่งเป็นปัจจัยที่กระทบต่อเส้นผมได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือทำความสะอาดหมวกกันน็อคอยู่เสมอ ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงที่จะหมวกกันน็อค

  2. ❌ ผมร่วงเยอะคือสัญญาณโรคร้ายแรงเสมอ

    ✅ แม้ว่าบางครั้งการผมร่วงอาจเกี่ยวข้องกับโรคที่ดูรุนแรง เช่น ไทรอยด์ผิดปกติ โลหิตจาง หรือโรคภูมิคุ้มกันบางชนิด แต่จริง ๆ แล้วอาการผมร่วงของผู้ชายส่วนใหญ่เกิดจาก พันธุกรรมและฮอร์โมนเพศชาย (Androgenetic Alopecia) หรือเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความเครียด อดนอน สูบบุหรี่ หรือการดูแลเส้นผมไม่เหมาะสม แต่ถ้าหากผมร่วงมากผิดปกติเป็นเวลานาน ควรเข้าพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง จะได้รักษาอย่างถูกวิธี

  3. โกนผมหรือตัดผมบ่อย ๆ แล้วจะทำให้ผมขึ้นหนา

✅ อีกหนึ่งความเชื่อที่พบบ่อย แต่ความจริงแล้วการตัดผมหรือโกนผม ไม่สามารถทำให้ผมที่ขึ้นใหม่หนาหรือแข็งแรงกว่าเดิมได้ เพราะรากผมและรูขุมขนไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามการโกน สิ่งที่ดูเหมือนผมขึ้นหนาคือการที่ปลายผมใหม่มีลักษณะตรง จึงดูหนากว่าปกติในตอนแรกเท่านั้น



ความคิดของผู้ชายในปัจจุบัน คงไม่มีใครที่อยากจะหัวล้านก่อนวัยผมเองก็เช่นกัน ทุกคนจึงต้องพยายามที่จะดูแลเส้นผมของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะมันส่งผลต่อความมั่นใจและบุคลิกภาพในทุก ๆ ส่วน แต่หลาย ๆ ครั้งเกิดจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เรามองข้าม 

หากคุณอยากกลับมาดูแลเส้นผมและหนังศีรษะของคุณให้แข็งแรง การปรับไลฟ์สไตล์ เช่น การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ การจัดการหรือลดความเครียด และการดูแลหนังศีรษะอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยชะลอการผมร่วงและทำให้เส้นผมแข็งแรงได้ในระยะยาว

รู้ก่อนจะสาย! เมื่อความเครียดมีผลต่อการเสื่อมสมรรถภาพเพศ ED ของผู้ชาย

รู้ก่อนจะสาย! เมื่อความเครียดมีผลต่อการเสื่อมสมรรถภาพเพศ ED ของผู้ชาย

คุณเคยรู้สึกเครียดจนหมดพลัง ไม่อยากทำอะไร แม้กระทั่งไม่มีอารมณ์ทางเพศไหม?

ความเครียด คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจค่อย ๆ บั่นทอนความมั่นใจและส่งผลต่อสุขภาพทางเพศของผู้ชายโดยที่คุณไม่ทันรู้ตัว

บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction: ED) ว่าทั้งสองอย่างนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร และผู้ชายที่คิดว่ามีอาการนี้ควรดูแลตัวเองยังไง เพื่อให้สุขภาพกายและใจดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

ED หรือ ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ คืออะไร?

ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction: ED) คือ ภาวะที่อวัยวะเพศของผู้ชายแข็งตัวได้ไม่เต็มที่ แข็งตัวไม่นานพอสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่านกเขาไม่ขันนั่นเอง ซึ่งอาจเป็นแค่บางครั้งที่เกิดจากความเหนื่อยล้าของร่างกายหรือเกิดอย่างต่อเนื่องจนทำให้กระทบต่อการมีชีวิตคู่และความมั่นใจของตัวเอง

หลาย ๆ คนเข้าใจว่าภาวะ ED จะเกิดขึ้นกับเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ความเป็นจริงผู้ชายวัยทำงานที่มีความเครียดสะสมจากการทำงาน การเงินหรือครอบครัว ก็สามารถมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ ED ได้เช่นกัน

#สุขภาพผู้ชาย #วัยทอง #ED #ฮอร์โมน #อาหารเสริม #สุขภาพ #Men #สูงวัย

ความเครียดส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย (ED) ได้อย่างไร?

การแข็งตัวของอวัยวะเพศเกิดจากการทำงานร่วมกันที่ซับซ้อนของระบบประสาท ฮอร์โมน หลอดเลือด และจิตใจ ทุกระบบต้องทำงานพร้อม ๆ กันจึงจะทำให้น้องชายเกิดการแข็งตัวที่สมบูรณ์ แต่เมื่อคุณเริ่มสะสมความเครียดจนเรื้อรัง การทำงานของระบบต่าง ๆ อาจถูกรบกวน ได้แก่

  • ฮอร์โมนความเครียดสูงเกินไป

    เมื่อมีความเครียดอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลง ซึ่งเมื่อฮอร์โมนเพศชายนี้ลดลงความต้องการทางเพศและการแข็งตัวก็จะลดลงตามไปด้วย
  • การไหลเวียนเลือดผิดปกติ

    ความเครียดจะทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดการตอบสนองแบบฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ โดยจะมีอาการ เช่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันเลือดพุ่งสูงขึ้น และหลอดเลือดหดตัว ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อสำคัญอื่น ๆ แทนที่จะไปยังอวัยวะเพศ และเมื่อการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศไม่เพียงพอ ก็จะทำให้การแข็งตัวยากหรือไม่เต็มที่
  • สมองไม่โฟกัสกับความรู้สึกทางเพศ

    เมื่อสมองของคุณเต็มไปด้วยความกังวลและความเครียด สมองส่วนที่ควรจะไปกระตุ้นความตื่นตัวทางเพศจะถูกกดทับ และการปล่อยสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความสุข เช่น โดพามีน (Dopamine) และ เซโรโทนิน (Serotonin) จะลดลง ทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลงตามไปด้วย ถึงแม้จะมีสิ่งที่มากระตุ้น แต่สมองก็อาจตอบสนองได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิม
  • เกิดความเครียดซ้ำเติม

    เมื่อผู้ชายเริ่มเจอกับอาการ ED ไม่ว่าจะเป็นการแข็งตัวของน้องชายที่ไม่เต็มที่หรือการแข็งตัวที่ไม่นาน ก็จะทำให้เกิดความกังวลและสูญเสียความมั่นใจไป ทำให้เกิดความเครียดยิ่งกว่าเดิม ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้สมรรถภาพทางเพศแย่ลงไปอีก เป็นวงจรที่อันตรายยากต่อการแก้ไขหากปล่อยไว้นานและไม่มีการรักษา

จริง ๆ แล้ว นอกจากความเครียดแล้ว ก็ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายร่วมด้วย ทั้งในเรื่องของสุขภาพทางกายหรือพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นต้นเหตุให้นำไปสู่ปัญหาของสุขภาพกายและจิตใจได้เช่นเดียวกัน

วิธีเช็กสัญญาณที่อาจบอกว่าคุณกำลังเสี่ยงจะมีภาวะ ED ที่เกิดจากความเครียด

  • รู้สึกเหนื่อยล้าและเครียดเกือบทุกวัน ตื่นมาแล้วรู้สึกหมดแรง ไม่มีแรงจะทำอะไร อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายอยู่ภายใต้ความเครียดเรื้อรัง
  • มีปัญหาการนอน นอนไม่หลับหรือชอบตื่นกลางดึกบ่อย ๆ การที่พักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ร่างกายฟื้นฟูฮอร์โมนและระบบประสาทได้ไม่เต็มที่ ส่งผลโดยตรงต่อสมรรถภาพทางเพศ
  • รู้สึกไม่มีอารมณ์ทางเพศหรือความต้องการทางเพศลดลง ความเครียดและระดับฮอร์โมนเพศชายที่น้อยลง จะทำให้ความสนใจในเรื่องเพศค่อย ๆ หายไป
  • อวัยวะเพศไม่แข็งตัวเมื่อตื่นนอนตอนเช้า สามารถบ่งบอกถึงสุขภาพทางเพศได้เป็นอย่างดี ถ้าหากน้องชายไม่แข็งตัวตอนเช้ามานาน อาจเกี่ยวข้องกับความเครียดและปัญหาการไหลเวียนเลือด
  • อวัยวะเพศแข็งตัวยากหรือแข็งตัวได้ไม่นาน ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้จนเสร็จหลายครั้ง
  • อวัยวะเพศแข็งตัวเมื่อช่วยตัวเอง แต่ไม่แข็งตัวเวลามีเพศสัมพันธ์ อาจมีสาเหตุมาจากปัญหาด้านจิตใจและความเครียด
  • รู้สึกกังวลจนหมดความมั่นใจเวลาต้องมีเพศสัมพันธ์ กังวลว่าจะทำไม่ได้หรือไม่สำเร็จอีก

หากคุณพบว่ามีหลายข้อที่เข้าข่ายและรู้สึกว่าตรงกับตัวเอง อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าความเครียดเริ่มส่งผลต่อร่างกายและสุขภาพของคุณแล้ว ทางที่ดีควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเครียด และหากว่ามีอาการ ED ต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะบางครั้งภาวะ ED อาจไม่ใช่แค่เรื่องของความเครียดเท่านั้น แต่อาจเป็นสัญญาณบอกถึงโรคอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดัน หรือโรคหัวใจได้เช่นกัน

#สุขภาพผู้ชาย #วัยทอง #ED #ฮอร์โมน #อาหารเสริม #สุขภาพ #Men #สูงวัย

เคล็ดลับจัดการความเครียดและลดความเสี่ยงการเกิดภาวะ ED

แม้ว่าความเครียดจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่เราสามารถจัดการและลดผลกระทบจากความเครียดที่จะเกิดขึ้นได้ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ลุกลามไปจนถึงเรื่องสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย จะมีอะไรบ้าง?

  • พักผ่อนให้เพียงพอ

    การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ 7–8 ชั่วโมงต่อวัน จะช่วยฟื้นฟูทั้งสมอง ระบบประสาทและการหลั่งของฮอร์โมน ในระหว่างที่เราหลับร่างกายจะปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ซึ่งจำเป็นต่อสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย หากว่าคุณพักผ่อนไม่เพียงพอฮอร์โมนนี้จะลดลง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

    ควรกินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช โปรตีนคุณภาพดีและไขมันดี (เช่น ปลา อะโวคาโด ถั่ว) ช่วยเสริมให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น เป็นการบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งช่วยเรื่องการแข็งตัวของอวัยวะเพศ และควรลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด มีน้ำตาลสูงและมีไขมันอิ่มตัวทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วขึ้น
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

    การออกกำลังไม่เพียงแต่จะช่วยให้กระตุ้นการไหลเวียนเลือดดีขึ้น แต่ยังช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุข ที่ช่วยลดความเครียดและปรับสมดุลฮอร์โมนได้ สามารถออกกำลังกายได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นคาร์ดิโอ (เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน) หรือเวทเทรนนิ่ง
  • ฝึกการผ่อนคลายเมื่อเจอกับความเครียด

    ความเครียดที่เกิดขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ อาจจะสะสมจนส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายได้ เพราะฉะนั้นคุณควรฝึกวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยผ่อนคลายจิตใจและลดความเครียด เช่น การหายใจลึก ๆ การทำสมาธิ การเล่นโยคะหรือการฝึกสติ วิธีเหล่านี้จะช่วยให้สมองของคุณปลอดโปร่ง ลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และทำให้อารมณ์กลับมาสมดุลมากขึ้นได้
  • ลดแอลกอฮอล์และงดการสูบบุหรี่

    ทั้งแอลกอฮอล์และบุหรี่ส่งผลเสียต่อการทำงานของหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดีและเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของการเกิดภาวะ ED อีกด้วย หากว่าคุณต้องการดูแลสมรรถภาพทางเพศในระยะยาว ควรที่จะลดการดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงและงดการสูบบุหรี่
  • เปิดใจคุยกับคู่ของคุณ

    หากว่าคุณเก็บปัญหาและความเครียดไว้คนเดียวอาจทำให้ต้องแบกรับความเครียดที่หนักขึ้น การที่ผู้ชายได้พูดคุยกับคู่ จะช่วยลดความกดดันและสร้างความเข้าใจกับคู่ของคุณได้ หรือปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์หรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต ก็เป็นอีกทางออกที่จะช่วยหาสาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

    อย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นว่าบางครั้งภาวะ ED ก็ไม่ได้เกิดจากความเครียดเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ เพราะฉะนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้คุณรู้สุขภาพร่างกายของตัวเอง และสามารถจัดการปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

มาถึงตรงนี้คุณคงเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและภาวะ ED ดีขึ้นแล้ว เราเชื่อว่าความเครียดนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผู้ชายทุกคนมองข้ามอีกต่อไป เพราะนอกจากความเครียดจะกระทบต่อสุขภาพร่างกายกับจิตใจแล้ว มันยังส่งผลไปถึงสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายด้วยเช่นกัน

หากว่าคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังเผชิญกับทั้งความเครียดและอาการ ED อย่าปล่อยให้ปัญหานี้ลุกลามจนยากที่จะแก้ไข ควรเริ่มการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ และถ้าคุณได้อ่านบทความนี้จบแล้ว ก็จะช่วยให้ผู้ชายทุกคนรู้เท่าทันร่างกาย ความเครียด และวิธีในการจัดการปัญหานี้ได้อย่างเหมาะสม ทำให้คุณกลับมามีความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกครั้ง

เจาะลึกวิธีสร้างความแข็งแรงของผู้ชายที่อายุมากขึ้น ด้วยการสร้างกล้ามเนื้อทำอย่างไร?

เจาะลึกวิธีสร้างความแข็งแรงของผู้ชายที่อายุมากขึ้น ด้วยการสร้างกล้ามเนื้อทำอย่างไร?

เมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพของผู้ชายเมื่ออายุมากขึ้น หลายคนอาจจะคิดไปที่เรื่องของน้ำหนัก ความดันหรือระดับน้ำตาลในเลือด แต่สิ่งหนึ่งที่มักถูกลืมคือเรื่องของ “กล้ามเนื้อ” ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อผู้ชายมีอายุที่มากขึ้น กล้ามเนื้อไม่ได้มีเพื่อให้ดูรูปร่างดีเท่านั้น แต่มันยังเชื่อมกับระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน สมรรถภาพ รวมถึงการใช้ชีวิตในประจำวันระยะยาวด้วย 

ซึ่งทุกคนรู้หรือไม่ว่า เวลาที่เราอายุมากขึ้น.. กล้ามเนื้อของคนเราก็จะลดลงเรื่อย ๆ ด้วย

 

ทำไมเมื่ออายุมากขึ้นกล้ามเนื้อถึงลดลง?

ผู้ชายทุกคนจะสูญเสียกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่องตามอายุที่มากขึ้น โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นภาพเมื่อหลังอายุ 30 ปี กล้ามเนื้ออาจลดลง 3–8% ทุก 10 ปี และจะยิ่งเห็นภาพได้ชัดมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัย 60 ปีขึ้นไป อัตราการลดลงของกล้ามเนื้ออาจขึ้นไปถึง 10% ทุก 10 ปี หากไม่ได้รับการดูแล ภาวะนี้เรียกว่า Sarcopenia หรือภาวะกล้ามเนื้อลดลงตามวัย ซึ่งมีสาเหตุจากหลายปัจจัย ได้แก่

  • ระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ที่ลดลง ทำให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อได้ยากขึ้น
  • การใช้ชีวิตประจำวันที่เคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้เกิดขาดการออกกำลังกายแบบต้านแรง
  • การได้รับโปรตีนและสารอาหารไม่เพียงพอ
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอและความเครียดเรื้อรัง

แม้ว่าการที่กล้ามเนื้อลดจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ แต่ถ้าหากคุณปล่อยไว้โดยไม่ดูแลรักษากล้ามเนื้อให้ดี ก็อาจนำไปสู่การสูญเสียกล้ามเนื้อมากจนเกินไป ซึ่งมันก็จะส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง

สัญญาณเตือนว่ากล้ามเนื้อเริ่มลดลงแล้วมีอะไรบ้าง?

ผู้ชายสามารถสังเกตตัวเองได้จากอาการและการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของร่างกายในชีวิตประจำวัน ได้ดังนี้

  1. เริ่มยกของหรือเดินขึ้นบันไดยากกว่าแต่ก่อน สิ่งที่เคยทำได้ง่าย กลับต้องใช้แรงมากขึ้น รู้สึกเหนื่อยเร็วกว่าปกติหรือต้องหยุดพักบ่อย ๆ แม้จะทำแค่กิจกรรมเบา ๆ 
  2. น้ำหนักลด แต่รูปร่างกลับไม่กระชับ การลดลงของกล้ามเนื้อไม่ได้ทำให้หุ่นดีหรือเฟิร์มขึ้น แต่คือการทำให้แขน ขา เล็กลง ดูลีบ และขาดความแข็งแรง
  3. ท่าทางการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป เช่น เดินช้าลง หลังค่อม กล้ามเนื้อที่อ่อนแรง อาจส่งผลต่อความแข็งแรงของร่างกาย ทำให้ทรงตัวได้ไม่ดีเท่าเดิม เกิดอาการปวดหลัง ปวดเข่า และเสี่ยงที่จะเกิดการหกล้มได้ง่ายขึ้น
  4. เจ็บป่วยบ่อยและใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น กล้ามเนื้อไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยในการเคลื่อนไหว แต่ยังช่วยเรื่องการเผาผลาญพลังงานและเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งถ้าหากว่ากล้ามเนื้อลดลง ร่างกายก็จะฟื้นตัวได้ช้ากว่าเดิมเมื่อมีอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
  5. แรงบีบมืออ่อนลง งานวิจัยทางการแพทย์ใช้แรงบีบมือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพของกล้ามเนื้อ หากบีบมือได้ไม่แน่นเหมือนเดิมหรือรู้สึกว่าไม่ค่อยมีแรงบีบ แปลว่ากล้ามเนื้อกำลังลดลง

เมื่อคุณรู้สึกว่าเริ่มมีอาการเหล่านี้ เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังมีกล้ามเนื้อที่ลดลง และควรเริ่มปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ออกกำลังกาย รับสารอาหารโปรตีนให้เพียงพอ และพักผ่อนให้เหมาะสม เพื่อช่วยชะลอการสูญเสียกล้ามเนื้อให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทำไมผู้ชายควรต้องสร้างและรักษากล้ามเนื้อเมื่ออายุมากขึ้น?

  1. ช่วยรักษาระดับการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย

    กล้ามเนื้อมีหน้าที่ในการช่วยเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ยิ่งมีกล้ามเนื้อมากก็จะยิ่งช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น แม้จะอยู่ในช่วงร่างกายพักอยู่ก็ตาม ในทางตรงกันข้ามหากคุณมีกล้ามเนื้อลดลง อัตราการเผาผลาญก็จะลดลงตามไปด้วยทำให้ร่างกายสะสมไขมันได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคอ้วน เบาหวานและโรคหัวใจ

  2. มีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชาย

    กล้ามเนื้อมีความสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับผู้ชาย เพราะฮอร์โมนนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่ออารมณ์ พลังงานในการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงสมรรถภาพทางเพศ ดังนั้นการรักษากล้ามเนื้อให้เพียงพอและเหมาะสม จะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเพศชายให้เป็นไปตามธรรมชาติและชะลอการลดลงของฮอร์โมนเมื่ออายุมากขึ้นได้อีกด้วย

  3. ปกป้องกระดูกและข้อ

    กล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะทำหน้าที่เหมือนเป็นเกราะป้องกันให้กับกระดูกและข้อ เพราะจะช่วยพยุงร่างกายและลดแรงกระแทกที่จะกระทบต่อกระดูกโดยตรง หากคุณรักษากล้ามเนื้อไว้ได้ดี ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรค เช่น กระดูกพรุน ข้อเสื่อมและการหกล้มได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากสำหรับผู้ชายในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ

  4. ยืดคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

กล้ามเนื้อที่แข็งแรงนอกจากจะทำร่างกายดูมีความฟิตมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น

  • ยกของหนักได้ง่าย ๆ โดยไม่บาดเจ็บหรือปวด
  • เดินไกล ๆ หรือขึ้นบันไดโดยไม่เหนื่อยง่าย
  • สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้สนุกมากยิ่งขึ้น

งานวิจัยยังพบว่า ผู้ชายที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงมีอัตราการเกิดโรคเรื้อรังและอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่มีกล้ามเนื้อน้อย ฉะนั้นการรักษากล้ามเนื้อให้เหมาะสม คือ การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุที่ยืนขึ้น

  1. เสริมภูมิคุ้มกันและการฟื้นตัวของร่างกาย

    กล้ามเนื้อยังมีหน้าที่เป็นแหล่งเก็บโปรตีนสำรองของร่างกาย เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ ร่างกายจะดึงโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้ซ่อมแซมและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน หากว่าคุณมีกล้ามเนื้อน้อยเกินไปร่างกายจะฟื้นตัวได้ช้าและมีความเสี่ยงที่จะป่วยบ่อยขึ้น

วิธีสร้างและรักษากล้ามเนื้อสำหรับผู้ชายมีอะไรบ้าง?

ไม่ใช่ว่าการสร้างกล้ามเนื้อจะทำได้แค่เฉพาะตอนเด็กเท่านั้น  ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอายุเท่าไหร่การสร้างและรักษากล้ามเนื้อก็ยังคงเป็นไปได้หากคุณทำอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ จะมีวิธีอะไรบ้าง? ไปดูกัน!

 

1. การออกกำลังกายแบบต้านแรง (Weight Training)

การออกกำลังกายแบบต้านแรง หรือ Weight Training ถือเป็นหัวใจของการเพิ่มกล้ามเนื้อให้กับร่างกาย

  • โดยควรเริ่มจากเลือกท่าง่าย ๆ ที่เหมาะสมกับอายุของตัวเอง เช่น Squat, Push-up, Plank เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อหลาย ๆ มัดพร้อมกัน
  • สามารถใช้อุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น ดัมเบลหรือยางยืด ในการช่วยออกกำลังกายได้ ถ้าหากว่าไม่สะดวกไปฟิตเนส
  • ควรเริ่มจากน้ำหนักเบา ๆ ก่อน เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ แล้วค่อย ๆ เพิ่มระดับความหนักเพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อปรับตัวและมีความแข็งแรงมากขึ้น
  • ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ และควรให้กล้ามเนื้อแต่ละมัดได้มีเวลาพัก 1–2 วัน

2. การคาร์ดิโอ (Cardio)

แม้ว่าการคาร์ดิโอจะไม่ได้ช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อโดยตรง แต่การคาร์ดิโอ (Cardio) จะช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง

  • ควรเลือกกิจกรรมที่ไม่กระทบกับข้อมาก เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำหรือปั่นจักรยาน
  • คาร์ดิโอประมาณ 30 นาที 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยให้หัวใจ ปอดและการไหลเวียนเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การคาร์ดิโอที่พอดีจะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันโดยไม่ทำลายกล้ามเนื้อที่มีอยู่

3. กินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

หลายคนอาจจะคิดว่าการเสริมสร้างกล้ามเนื้อควรจะเน้นไปที่การกินแต่อาหารที่เป็นโปรตีนอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วร่างกายยังต้องการสารอาหารอื่น ๆ มาช่วยเสริม เพื่อให้การสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพที่สุด ดังนี้

  • เริ่มจากโปรตีน ควรได้รับประมาณ 1.2–1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันจากแหล่งที่ดี เช่น ปลา ไก่ ไข่ ถั่วและนม
  • คาร์โบไฮเดรต ควรเลือกเป็นคาร์บเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง มันหวานหรือควินัว ช่วยเพิ่มพลังงานในการออกกำลังกายและทำให้ร่างกายไม่ดึงโปรตีนไปใช้เป็นพลังงานแทน
  • ไขมันดี จากปลาแซลมอน อะโวคาโดหรือน้ำมันมะกอก เพื่อช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนและช่วยในการทำงานของระบบประสาท
  • วิตามินและแร่ธาตุ จากผัก ผลไม้และธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยเรื่องลดการอักเสบ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ และช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • แคลเซียมและวิตามิน D เสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและช่วยเรื่องการหด-คลายตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วมากขึ้น

4. การพักผ่อนและการจัดการความเครียด

กล้ามเนื้อไม่ได้เติบโตตอนที่ออกกำลังกาย แต่กล้ามเนื้อจะซ่อมแซมตัวเองและแข็งแรงขึ้นตอนที่เรากำลังนอนหลับ

  • การนอนหลับให้เพียงพอ 7–8 ชั่วโมงต่อคืน มีผลต่อการซ่อมแซมและการสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อ
  • ความเครียดจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) สูง ทำให้เราหลับยาก หลับไม่สนิท หรือตื่นกลางดึก เป็นสาเหตุที่ทำให้เราพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งจะมาขัดขวางการสร้างกล้ามเนื้อและระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลง

5. การตรวจสุขภาพหรือพบแพทย์

หากคุณเริ่มกังวลว่าควรดูแลกล้ามเนื้ออย่างไรให้ถูกวิธี หรือสงสัยว่าตอนนี้กล้ามเนื้อของคุณเหมาะสมกับช่วงอายุหรือไม่ การตรวจสุขภาพกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ได้คำตอบที่ชัดเจน โดยปกติจะมีการตรวจ ดังนี้

  • ตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) เพราะฮอร์โมนนี้มีผลโดยตรงต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อและพลังงานของร่างกาย
  • ตรวจองค์ประกอบของร่างกาย เพื่อประเมินสัดส่วนระหว่างกล้ามเนื้อ ไขมัน และน้ำในร่างกายว่ามีความสมดุลกันหรือไม่

ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการออกกำลังกายและปรับการกินอาหารได้ตรงจุดของแต่ละคนมากขึ้น

กล้ามเนื้อคือสิ่งที่ผู้ชายทุกคนไม่ควรมองข้าม การดูแลกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสมจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยให้มีพลังงานที่ดีในการใช้ชีวิตประจำวัน ช่วยให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับผู้ชายที่เข้าสู่วัยกลางคนหรือสูงอายุ ไม่สายเกินไปที่คุณจะเสริมกล้ามเนื้อตั้งแต่วันนี้ รับรองว่าการลงทุนกับดูแลร่างกายในเรื่องนี้ ในอนาคตจะไม่ทำให้คุณขาดทุนอย่างแน่นอน

รีวิวคุณฮอน – M Shot Testosterone ที่ M Clinic

รีวิวคุณฮอน  – M Shot Testosterone ที่ M Clinic

สวัสดีครับ ผมฮอน อายุ 28 ปีครับ ตอนนี้ทำงานเป็นนายแบบ และก็มีขึ้นประกวดอยู่เรื่อย ๆ ด้วยครับ แน่นอนว่างานแบบนี้ มันไม่ได้ใช้แค่หน้าตาอย่างเดียว แต่รูปร่างก็สำคัญมากเหมือนกันครับ เลยคิดว่าต้องหาตัวช่วยในการดูแลตัวเองทั้งสุขภาพ พละกำลัง และรูปร่างที่ดีขึ้น 

 

ทำไมถึงเลือก M Shot Testosterone ?

จริง ๆ ผมออกกำลังกายสม่ำเสมอมาก แต่ปัญหาคือ ผมเป็นคนผอมและตัวสูง การสร้างกล้ามก็ขึ้นช้า เหนื่อยง่าย และบางครั้งรู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวยากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งพอเจองานประกวดที่ต้องติดกันหลายวันการพักผ่อนที่น้อย มันยิ่งชัดเลยครับว่าพลังตกลงไปเรื่อย ๆ

ผมเลยเริ่มหาตัวช่วยที่ “ปลอดภัย” ไม่ใช่แค่ทำให้กล้ามขึ้น แต่ต้องเป็นการดูแลสุขภาพไปพร้อมกันด้วย จนได้รู้จักกับ M Shot Testosterone ที่ M Clinic

สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจได้ง่ายคือ ก่อนเริ่มโปรแกรม คุณหมอมีการตรวจเลือดละเอียดมาก ทั้งระดับฮอร์โมน Testosterone ค่าเลือด ค่าตับ ค่าไต รวมถึงค่าที่เกี่ยวข้อง เพื่อเช็คว่าร่างกายเราพร้อมและเหมาะกับโดสแบบไหน แล้วคุณหมอก็จะวางแผนการรักษาเฉพาะตัว ไม่ใช่ว่าใครมาก็ฉีดเหมือนกันหมด ตรงนี้คือสิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจที่สุดครับ

 

โปรแกรมที่ผมทำ

คุณหมอแนะนำโปรแกรม 5 เข็มแรก (สัปดาห์ละครั้ง) และอธิบายว่าผลลัพธ์จะเริ่มเห็นตั้งแต่เข็มที่ 2–3 ผมก็เลยตัดสินใจลองดู และตั้งใจว่าถ้าร่างกายตอบสนองดี จะทำต่อให้ครบ 10 เข็ม

 

ผลลัพธ์หลังทำ M Shot Testosterone ครบ 5 เข็ม

ผ่านไปครบ 5 เข็มแล้ว บอกเลยว่ารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ครับ

  • พลังงานเพิ่มขึ้น : จากที่เคยตื่นมาแล้วง่วง ๆ เพลีย ๆ ตอนนี้รู้สึกสดชื่นขึ้น หลับลึกกว่าเดิม ตื่นมาแล้วพร้อมลุยงานได้เลย
  • ออกกำลังกายดีขึ้น : เล่นเวทหนัก ๆ เมื่อก่อนวันถัดมาจะเพลีย แต่ตอนนี้ฟื้นตัวไวมาก กล้ามเนื้อกระชับขึ้น มองเห็นผลไวขึ้นด้วย
  • มั่นใจในรูปร่างและงานมากขึ้น : เวลาเดินประกวดหรือถ่ายแบบ ผมรู้สึกมั่นใจขึ้นเยอะ เพราะร่างกายมันตอบสนองได้จริง ๆ ไม่เหนื่อยง่ายเหมือนเมื่อก่อน
#Testosterone #เพิ่มมวลกล้าม #เพิ่มกล้าม #กล้าม #muscle

ความรู้สึกส่วนตัว

สำหรับผม M Shot Testosterone ไม่ได้เป็นแค่การ “ฉีดฮอร์โมน” แต่คือการดูแลสุขภาพจากข้างในอย่างจริงจัง ที่ชอบคือ ทุกขั้นตอนมีคุณหมอดูแล ตรวจเลือด และวางแผนชัดเจน ทำให้ผมสบายใจว่าปลอดภัย ไม่ใช่แค่ได้หุ่น แต่สุขภาพก็แข็งแรงขึ้นด้วย

“ผมว่ามันเหมาะกับผู้ชายที่รู้สึกว่าร่างกายไม่ฟิตเหมือนเดิม ออกกำลังกายแล้วกล้ามไม่ขึ้น ฟื้นตัวยาก หรือคนที่ทำงานใช้พลังเยอะ ๆ แบบผมครับ โดยเฉพาะคนอายุ 30+ ยิ่งจะเห็นความต่างชัดเจน”

#Testosterone #เพิ่มมวลกล้าม #เพิ่มกล้าม #กล้าม #muscle
#Testosterone #เพิ่มมวลกล้าม #เพิ่มกล้าม #กล้าม #muscle
#Testosterone #เพิ่มมวลกล้าม #เพิ่มกล้าม #กล้าม #muscle

สรุป

ตอนนี้ผมทำครบ 5 เข็มแล้ว แต่บอกเลยว่าผลลัพธ์ยังไปต่อได้อีก ผมตั้งใจจะทำครบ 10 เข็ม และอยากให้ทุกคนได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าใครกำลังเจอปัญหาแบบผม ลองมาปรึกษาที่ M Clinic ดูนะครับ อาจเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณกลับมาฟิตและมั่นใจได้อีกครั้งเหมือนผมครับ 

( ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล )




5 ฮอร์โมนสำคัญที่สัมพันธ์กับการนอนของผู้ชายมีอะไรบ้าง?

5 ฮอร์โมนสำคัญที่สัมพันธ์กับการนอนของผู้ชายมีอะไรบ้าง?

การนอนหลับทุกคนคงรู้กันอยู่แล้วว่าเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญของสุขภาพของผู้ชาย แต่ก็อาจจะมีหลาย ๆ คนที่ยังไม่รู้ว่า ฮอร์โมนในร่างกายมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อคุณภาพการนอน และในทางกลับกันการนอนก็จะส่งผลต่อความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายเช่นกัน

 

ซึ่งในบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างฮอร์โมนกับการนอนหลับให้ดียิ่งขึ้น จะมีฮอร์โมนอะไรบ้าง? ที่ส่งผลกับการนอนของคุณ เริ่มกันที่

1. ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone)

ฮอร์โมน Testosterone มีความสำคัญกับเพศชายที่ไม่ได้มีผลแค่เฉพาะเรื่องสมรรถภาพทางเพศเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงสุขภาพร่างกาย จิตใจ พลังงานในชีวิตประจำวันอีกด้วย แล้วฮอร์โมน Testosterone เกี่ยวข้องอะไรกับการนอนอย่างไร?

 

การหลั่งของฮอร์โมน Testosterone

จะหลั่งออกมามากที่สุดในช่วงเช้ามืดและหลังจากที่ได้นอนหลับสนิทอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมง และจะค่อย ๆ ลดลงในช่วงกลางวันไปจนถึงเย็น ๆ หากชอบตื่นกลางดึกหรือนอนหลับไม่สนิท ร่างกายจะไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้อย่างเต็มที่

 

ผลกระทบเมื่อฮอร์โมน Testosterone ต่ำ

จะทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง สมาธิและความจำลดลง ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ความต้องการทางเพศลดลงและอาจนำไปสู่ภาวะเสื่อมสมรรถภาพ (ED) รวมถึงการสร้างกล้ามเนื้อและการฟื้นฟูร่างกายหลังออกกำลังกายจะมีประสิทธิภาพที่แย่ลง

 

จากผลวิจัยพบว่า ผู้ชายที่นอนเพียง 5 ชั่วโมงต่อคืน ยาวติดต่อกัน 1 สัปดาห์ มีระดับฮอร์โมน Testosterone ลดลงถึง 10–15% เมื่อเทียบกับช่วงที่นอน 8 ชั่วโมง ซึ่งผลลัพธ์หมายความว่าคน ๆ นั้นมีความแก่ขึ้นหลายปีในเวลาอันสั้น หากผู้ชายต้องการให้ความฟิต สมรรถภาพ และพลังงานในการใช้ชีวิตสมดุลกับอายุ การนอนที่มีคุณภาพถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสมดุลของฮอร์โมน ไม่แพ้การออกกำลังกายหรือการกินอาหารดี ๆ เลย

 

2. ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone)

Growth Hormone เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) มีความสำคัญตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ ไม่ได้แค่ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต แต่ยังมีหน้าที่ในการสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกาย ช่วยเผาผลาญไขมัน รักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อซ่อมแซมผิวให้ดีขึ้น  ไปจนถึงความแข็งแรงของกระดูกและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

 

การหลั่งของ Growth Hormone

จะหลั่งมากที่สุดในช่วงที่มีการนอนหลับลึก โดยเฉพาะใน 90 นาทีแรกหลังจากที่หลับ หากคุณภาพการนอนของคุณไม่ดีชอบหลับ ๆ ตื่น ๆ กลางดึกหรือเข้านอนดึกเกินไป ร่างกายจะเสียโอกาสในการหลั่งฮอร์โมนชนิดนี้ไป

ผลกระทบเมื่อขาด Growth Hormone

เมื่อร่างกายไม่ได้รับ Growth Hormone จากการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ กล้ามเนื้อจะฟื้นตัวช้าลง รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนแรงแม้จะไม่ค่อยได้ออกแรง เสี่ยงต่อการสะสมไขมันที่หน้าท้อง ภูมิคุ้มกันแย่ลงจนทำให้ป่วยง่ายและยังทำให้เสื่อมสมรรถภาพเร็วกว่าปกติ จนรู้สึกแก่ก่อนวัย

 

Growth Hormone เหมือนทีมที่ช่วยซ่อมแซมบำรุงร่างกายของเราตอนที่เราหลับ ดังนั้นการนอนหลับให้เพียงพอและมีคุณภาพ จึงมีความสำคัญมากสำหรับผู้ชายที่ต้องการฟื้นฟูร่างกาย รักษาความแข็งแรง และอยากดูอ่อนเยาว์ให้นานที่สุด

3. ฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin)

ฮอร์โมน Melatonin เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมไพเนียล (Pineal gland) ในสมอง ทำหน้าที่เหมือนเป็น นาฬิกาของชีวิต ที่จะคอยบอกเราว่าเมื่อไหร่ควรนอน เมื่อไหร่ควรตื่น โดยปกติร่างกายจะเริ่มหลั่งฮอร์โมนนี้ในช่วงเย็นเมื่อแสงสว่างลดลงและจะหลั่งมากที่สุดในเวลากลางคืน เพื่อเป็นการส่งสัญญาณบอกให้ร่างกายรู้ว่า “ถึงเวลานอนแล้ว”

 

การหลั่งของฮอร์โมน Melatonin

การที่ฮอร์โมน Melatonin หลั่งอย่างสมดุล จะช่วยให้ผู้ชายนอนหลับลึกได้ง่ายขึ้น ร่างกายจะสามารถซ่อมแซม ฟื้นฟู และหลั่ง Growth Hormone รวมถึง Testosterone ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าหากว่าก่อนนอนได้รับแสงสีฟ้าจากมือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มันจะไปยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน Melatonin ทำให้สมองยังคงตื่นตัวเพราะคิดว่าเป็นกลางวัน และจะทำให้หลับยากขึ้น

 

ผลกระทบเมื่อฮอร์โมน Melatonin ผิดปกติ

 

ผู้ชายที่ทำงานกะกลางคืนหรือหลับไม่เป็นเวลา มักมีระดับ Melatonin ที่ผิดปกติ ทำให้การนอนและการตื่นไม่สมดุลกัน และส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ง่วงนอนตอนกลางวัน อาจนำไปสู่โรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวานและภาวะซึมเศร้าได้

 

4. ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol)

ฮอร์โมน Cortisol เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมหมวกไต มีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายรับมือกับความเครียดได้ รวมถึงการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือฮอร์โมน Cortisol จะมีจังหวะการหลั่งที่สัมพันธ์โดยตรงกับการนอนดังนี้

 

การหลั่งของฮอร์โมน Cortisol

โดยปกติฮอร์โมน Cortisol จะหลั่งมากที่สุดในช่วงเช้ามืด เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการตื่นตัวและมีพลังพร้อมที่จะเริ่มต้นวันใหม่ หลังจากนั้นฮอร์โมนจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน และอยู่ในระดับต่ำสุดในช่วงเวลากลางคืน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ผลกระทบเมื่อฮอร์โมน Cortisol ผิดปกติ

 

ผู้ชายที่มีความเครียดเรื้อรัง ทำงานดึก หรือเจอกับแรงกดดันต่อเนื่อง ระดับฮอร์โมน Cortisol อาจสูงผิดเวลา ทำให้ร่างกายตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้นอนหลับยาก หลับไม่สนิท ตื่นกลางดึกบ่อยและตื่นเช้ามาแล้วไม่สดชื่น เหมือนพักผ่อนไม่เต็มที่ เมื่อสะสมไปนาน ๆ อาจนำไปสู่ภาวะอ่อนล้าเรื้อรัง นอกจากนี้เมื่อระดับฮอร์โมน Cortisol สูงอย่างต่อเนื่องยังทำให้เกิดการสะสมไขมันหน้าท้อง น้ำหนักขึ้น ความดันโลหิตสูง เสี่ยงโรคหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอทำให้ป่วยง่าย ระดับฮอร์โมน Testosterone ลดลง เพราะร่างกายต้องใช้ทรัพยากรไปสร้างฮอร์โมน Cortisol แทน

#สุขภาพผู้ชาย #วัยทอง #ED #ฮอร์โมน #อาหารเสริม #สุขภาพ #Men #สูงวัย

5. ฮอร์โมนอินซูลินและเลปติน (Insulin & Leptin)

ฮอร์โมน Insulin และ Leptin มีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความอยากอาหาร ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบเผาผลาญของร่างกาย เป็นอีกหนึ่งฮอร์โมนที่มีความสำคัญต่อร่างกายและมีความสัมพันธ์กับการนอนเช่นเดียวกัน

 

ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin)

เป็นฮอร์โมนที่ช่วยนำน้ำตาลกลูโคสจากเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน แต่ถ้าหากนอนหลับไม่เพียงพอ ร่างกายอาจจะเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้มีน้ำตาลตกค้างในเลือดมากเกินไปจนเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน และทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย หิวง่าย รวมถึงการรบกวนการหลั่งฮอร์โมน Testosterone และ Growth Hormone อีกด้วย

ฮอร์โมนเลปติน (Leptin)

ฮอร์โมน Leptin เป็นฮอร์โมนที่ส่งสัญญาณไปยังสมองว่าอิ่มแล้ว ถ้าหากนอนไม่พอระดับฮอร์โมน Leptin จะลดลง ในขณะเดียวกันฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ที่กระตุ้นทำให้รู้สึกหิวและอยากอาหารจะสูงขึ้น ทำให้หิวและอยากกินอาหารโดยเฉพาะอาหารประเภทแป้งและมีไขมันสูง จนเสี่ยงทำให้น้ำหนักเกินและเกิดไขมันสะสมได้ง่าย

ผลกระทบเมื่อฮอร์โมน Insulin และ Leptin ผิดปกติ

จะทำให้น้ำหนักเพิ่มง่ายขึ้น โดยเฉพาะไขมันหน้าท้อง มีภาวะอ้วน เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกลุ่มเมตาบอลิก (เช่น เบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ) รวมทั้งกระทบไปถึงสมรรถภาพทางร่างกายและพลังงาน เพราะร่างกายขาดความสมดุลในการจัดการพลังงานได้ไม่ดี ส่งผลให้รู้สึกอ่อนล้า ฟื้นตัวช้า แก่ก่อนวัย และปัญหาสุขภาพเรื้อรังต่าง ๆ ที่จะตามมา

 

การนอนที่มีคุณภาพควรทำอย่างไร? เพื่อให้ฮอร์โมนมีความสมดุล

  1. นอนและตื่นให้เป็นเวลา
    การนอนและตื่นให้ตรงเวลาทุกวัน ช่วยปรับสมดุลนาฬิกาชีวิต ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนและการตื่นได้อย่างเหมาะสม ทำให้หลับสนิทและฟื้นฟูร่างกายได้ดีขึ้น

  2. หลีกเลี่ยงการใช้มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
    แสงสีฟ้าจากหน้าจอจะไปลดการหลั่งของฮอร์โมน Melatonin ร่างกายจะเข้าใจว่ายังเป็นเวลากลางวัน ทำให้หลับยาก ควรเปลี่ยนไปเป็นการอ่านหนังสือ ฟังเพลงเบา ๆ หรือทำสมาธิแทน

  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรออกใกล้เวลานอน
    การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการหลั่ง Growth Hormone และ Testosterone ซึ่งสำคัญต่อการซ่อมแซมร่างกายและสร้างกล้ามเนื้อ แต่ถ้าออกกำลังกายก่อนนอนหนักเกินไปจะเป็นการกระตุ้นหัวใจและฮอร์โมน Cortisol ทำให้นอนหลับยาก

  4. รับแสงแดดตอนเช้า เพื่อปรับนาฬิกาชีวิต
    แสงแดดจะช่วยรีเซ็ตนาฬิกาชีวิต ลดการหลังฮอร์โมน Melatonin และเพิ่มการหลั่งฮอร์โมน Costisol ทำให้ร่างกายตื่นตัวในตอนกลางวันและนอนหลับได้ลึกขึ้นตอนกลางคืน

  5. จัดห้องนอนน่านอน
    สิ่งแวดล้อมมีผลมากต่อคุณภาพในการหลับ ควรให้มีอุณหภูมิที่พอดีประมาณ 24–26 °C เงียบและมืดสนิท เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนได้เต็มที่ ถ้ามีเสียงดังอาจใช้ที่อุดหู หรือถ้าหากมีแสงรบกวน ควรใช้ผ้าม่านที่กันแสงได้

  6. ควบคุมอาหารและเครื่องดื่มก่อนนอน
    หลีกเลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และอาหารมื้อหนักใกล้เวลานอน เพราะจะไปรบกวนระบบย่อยอาหารและทำให้หลับไม่สนิท

การนอนหลับที่มีคุณภาพไม่ใช่แค่การนอนที่นับจำนวนชั่วโมง แต่คือการพักผ่อนที่ช่วยให้การทำงานของฮอร์โมนทำงานได้อย่างสมดุลตามที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นการช่วยให้ร่างกายสามารถฟื้นตัว เพิ่มพลังงาน สมรรถภาพทางเพศ และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในระยะยาว




Posts pagination