...

รีวิวคุณป้อ M Shot Testosterone ที่ M Clinic

รีวิวคุณป้อ M Shot Testosterone ที่ M Clinic

ออกกำลังกายเป็นประจำช่วงนี้รู้สึกพลังตกต้องการฟื้นฟูพลัง ความอึด และรูปร่างที่กลับมาฟิตอีกครั้ง หลังอายุ 30+ 

สวัสดีครับ ผมป้อครับ ผมเป็นคนที่ชอบออกกำลังกาย โดยเฉพาะการ ตีแบดมินตัน เล่นค่อนข้างจริงจัง ตีเกือบทุกสัปดาห์ 

เมื่อก่อนรู้สึกว่าร่างกายอึดมาก ตีได้ยาว ไม่ค่อยเหนื่อย แต่พออายุเริ่มเข้าเลข 3 สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเลยคือ แรงเริ่มตกง่ายเหนื่อยไวกว่าเดิมฟื้นตัวช้าลง ตีแบดจบแล้วล้าอยู่นาน บางวันต้องพักหลายวันถึงจะกลับมาไหว ปกติออกกำลังกายเล่นเวทต่ออีกวันยังไหวแต่ตอนนี้ต้องพักฟื้นตัวยาวเลยครับ

ทั้งที่ไลฟ์สไตล์และการออกกำลังกายแทบไม่ต่างจากเดิมตรงนี้ทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หรือร่างกายเรามันเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ?

 

🔹 จุดเริ่มต้นของปัญหา (ก่อนเริ่มโปรแกรม)

แม้จะยังออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ

  • พลังระหว่างตีแบดลดลง เหนื่อยไวกว่าเดิม
  • ความอึดหาย ตีเซตยาว ๆ ไม่ไหวเหมือนก่อน
  • กล้ามเนื้อไม่กระชับ รูปร่างไม่แน่น
  • พอเหนื่อยสะสม ทำให้ความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายเริ่มหาย

ผมเริ่มรู้สึกว่า แค่ “ซ้อมให้หนัก” อาจไม่พออีกแล้ว ต้องหาตัวช่วยที่ดูแลร่างกายจากข้างในจริง ๆ

 

ทำไมถึงเลือก M Shot Testosterone?

เหตุผลหลักของผมคือ ความปลอดภัย และ การมีแพทย์ดูแลจริง

ก่อนเริ่มโปรแกรมที่ M Clinic คุณหมอมีการตรวจเลือดอย่างละเอียด ทั้งระดับ Testosterone ค่าเลือด ค่าตับ ค่าไต และค่าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพผู้ชายโดยตรง

จากนั้นคุณหมอจะนำผลทั้งหมดมาวิเคราะห์ เพื่อวางแผนการดูแลแบบ เฉพาะบุคคล ไม่ใช่สูตรสำเร็จหรือฉีดเหมือนกันทุกคน จุดนี้ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจมาก เพราะไม่ได้เน้นแค่ “ให้แรงขึ้น” แต่เป็นการดูแลสุขภาพในระยะยาวด้วย

โปรแกรมที่ผมทำ

คุณหมอแนะนำให้เริ่มที่ M Shot Testosterone 5 เข็มแรก (สัปดาห์ละครั้ง) พร้อมอธิบายว่าคนส่วนใหญ่มักเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เข็มที่ 2–3 เป็นต้นไป ผมเลยตัดสินใจลองเริ่มโปรแกรม

#Testosterone #เพิ่มมวลกล้าม #เพิ่มกล้าม #กล้าม #muscle

ผลลัพธ์หลังทำ M Shot Testosterone ครบ 5 เข็ม

หลังทำครบ 5 เข็ม
สิ่งที่ผมรู้สึกได้ค่อนข้างชัดคือ

  • พลังดีขึ้น ตีแบดได้นานขึ้น ไม่หมดแรงง่าย
  • ฟื้นตัวไว หลังตีไม่ล้าสะสมเหมือนก่อน
  • ร่างกายกระชับขึ้น กล้ามดูแน่นขึ้นโดยรวม
  • การออกกำลังกายกลับมาสม่ำเสมอ เพราะไม่เหนื่อยจนท้อ

📊 ตำแหน่งนี้เหมาะมากสำหรับวางภาพตัวเลข InBody
เช่น กล้ามเนื้อเพิ่ม / ไขมันเปลี่ยน
เพื่อยืนยันผลลัพธ์ในเชิงข้อมูล

เปรียบเทียบรูปร่าง ก่อน–หลัง

นอกจากตัวเลขแล้ว สิ่งที่เห็นชัดคือรูปร่างโดยรวมดูดีขึ้น ลำตัวแน่นขึ้น กล้ามมีทรงชัดขึ้นใส่เสื้อผ้าแล้วดูฟิต มั่นใจมากขึ้นรู้สึกว่าร่างกายกลับมา “พร้อมใช้งาน” อีกครั้ง

สำหรับผม M Shot Testosterone ไม่ได้เป็นแค่เรื่องกล้าม แต่คือการดูแลสุขภาพผู้ชายแบบจริงจัง ทุกขั้นตอนมีแพทย์ดูแล มีการตรวจเลือด มีการติดตามผล ทำให้ผมรู้สึกสบายใจ ไม่กังวล

ผมคิดว่าเหมาะมากกับคนที่ออกกำลังกายอยู่แล้วโดยเฉพาะสายกีฬาอย่างตีแบดแต่เริ่มรู้สึกว่าแรงตก ฟื้นตัวยากโดยเฉพาะผู้ชายอายุ 30+ จะเห็นความต่างค่อนข้างชัดครับ

 

สรุป

ถ้าใครกำลังเจอปัญหาเหนื่อยง่ายออกกำลังกายไม่ฟิตเหมือนเดิมผมแนะนำให้ลองเข้ามาปรึกษาที่ M Clinic ดูครับอาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้คุณกลับมาฟิต แข็งแรง และมั่นใจในร่างกายของตัวเองได้อีกครั้ง

( ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล )




รีวิวคุณสงกรานต์ M Shot Testosterone ที่ M Clinic

รีวิวคุณสงกรานต์ – M Shot Testosterone ที่ M Clinic

จากคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ…สู่การฟื้นพลังและรูปร่างอีกครั้ง หลังอายุเข้าเลข 3

สวัสดีครับ ผมสงกรานต์ครับ
ก่อนหน้านี้ผมเป็นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เล่นเวท ดูแลตัวเองมาตลอด แต่พออายุเริ่มเข้าเลข 3 สิ่งที่รู้สึกได้ชัดเลยคือ พลังในการออกกำลังกายเริ่มลดลง เหนื่อยง่าย ฟื้นตัวยาก และกล้ามเนื้อขึ้นยากกว่าสมัยก่อน ทั้งที่การซ้อมแทบไม่ต่างจากเดิม

ผมเริ่มรู้สึกว่าแค่ “ซ้อมอย่างเดียว” อาจไม่พอแล้ว
เลยเริ่มมองหาวิธีดูแลร่างกายจากข้างใน เพื่อให้รูปร่างและบอดี้กลับมาดูดี แข็งแรง และมีกล้ามที่ชัดขึ้นอีกครั้ง

🔹 จุดเริ่มต้นของปัญหา (ก่อนเริ่มโปรแกรม)

ผมออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ

  • พลังตกง่าย
  • เล่นเวทหนักแล้วล้าสะสม
  • กล้ามขึ้นช้ากว่าเดิม
  • รูปร่างไม่กระชับเหมือนช่วงก่อนอายุ 30

ตรงนี้ทำให้ผมเริ่มสงสัยว่า ระบบฮอร์โมนของร่างกายอาจไม่เหมือนเดิมแล้ว

ทำไมถึงเลือก M Shot Testosterone ?

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมคือ ความปลอดภัย
ผมไม่ได้ต้องการแค่กล้ามขึ้นเร็ว แต่ต้องเป็นการดูแลสุขภาพในระยะยาว

ที่ M Clinic ก่อนเริ่มโปรแกรม
คุณหมอมีการตรวจเลือดอย่างละเอียด ทั้งระดับ Testosterone ค่าเลือด ค่าตับ ค่าไต และค่าที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
จากนั้นนำผลมาตีความและวางแผนการรักษาแบบ เฉพาะบุคคล ไม่ใช่สูตรเดียวใช้กับทุกคน

ตรงนี้ทำให้ผมมั่นใจว่าร่างกายผมได้รับการดูแลจริง ไม่ใช่แค่การฉีดฮอร์โมนอย่างเดียว

โปรแกรมที่ผมทำ

คุณหมอแนะนำให้เริ่มที่ M Shot Testosterone 5 เข็มแรก (สัปดาห์ละครั้ง)
พร้อมอธิบายว่าร่างกายส่วนใหญ่มักเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เข็มที่ 2–3
ผมจึงตัดสินใจเริ่มโปรแกรม และตั้งใจว่าหากผลลัพธ์ดี จะทำต่อให้ครบ 10 เข็ม

ผลลัพธ์หลังทำ M Shot Testosterone ครบ 5 เข็ม

หลังทำครบ 5 เข็ม ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดเจน

  • พลังงานดีขึ้น ตื่นมาสดชื่นกว่าเดิม ไม่เพลียง่าย
  • ออกกำลังกายได้ดีขึ้น ฟื้นตัวไว เล่นเวทได้ต่อเนื่อง

กล้ามเนื้อกระชับขึ้น รูปร่างดูแน่นขึ้น ใส่เสื้อผ้าแล้วทรงสวยกว่าเดิม

#Testosterone #เพิ่มมวลกล้าม #เพิ่มกล้าม #กล้าม #muscle

เปรียบเทียบรูปร่าง ก่อน–หลัง

สิ่งที่เห็นได้ชัดไม่แพ้ตัวเลข คือ รูปร่างโดยรวมดูดีขึ้น
กล้ามเนื้อมีทรงชัดขึ้นจากเดิม ลำตัวแน่นขึ้น เวลาใส่เสื้อผ้ามั่นใจมากยิ่งขึ้น

ความรู้สึกส่วนตัว

สำหรับผม M Shot Testosterone ไม่ใช่แค่การเพิ่มกล้าม
แต่คือการดูแลสุขภาพผู้ชายแบบจริงจัง
ทุกขั้นตอนมีแพทย์ดูแล มีการตรวจเลือด และติดตามผลอย่างชัดเจน ทำให้ผมรู้สึกสบายใจและมั่นใจมาก

“เหมาะกับผู้ชายที่เริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่ฟิตเหมือนเดิม
ออกกำลังกายแล้วกล้ามไม่ขึ้น ฟื้นตัวยาก
โดยเฉพาะคนอายุ 30+ จะเห็นความต่างค่อนข้างชัดครับ”

 

สรุป

ตอนนี้ผมทำครบ 5 เข็มแล้ว และตั้งใจจะทำต่อให้ครบ 10 เข็ม
เพราะรู้สึกว่าร่างกายยังพัฒนาได้อีก และอยากให้ผลลัพธ์ชัดเจนยิ่งขึ้น

ถ้าใครกำลังเจอปัญหาแบบผม
ผมแนะนำให้ลองเข้ามาปรึกษาที่ M Clinic ดูครับ
อาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้คุณกลับมาฟิตและมั่นใจในร่างกายของตัวเองได้อีกครั้ง

(ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)

6 เทรนด์สุขภาพของผู้ชายปี 2026 การดูแลสุขภาพในทุกมิติแบบเฉพาะตัว (Personal Health)

6 เทรนด์สุขภาพของผู้ชายปี 2026 การดูแลสุขภาพในทุกมิติแบบเฉพาะตัว (Personal Health)

เทรนด์สุขภาพของผู้ชายปี 2026 กำลังก้าวข้ามการดูแลตัวเองแบบพื้นฐานเดิม ๆ (การกินให้ดี ออกกำลังกายให้พอ หรือหลับให้ครบ 8 ชั่วโมง) ไปสู่การดูแลสุขภาพที่เฉพาะตัวและยั่งยืนมากกว่าเดิม

ไม่ว่าจะเป็นการกิน การออกกำลังกาย การจัดการฮอร์โมน การนอนที่มีคุณภาพ แม้กระทั่งการดูแลสุขภาพจิตให้ดี เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นหนึ่งใจปัจจัยของสุขภาพของผู้ชายยุคใหม่

โดยบทความนี้จะพาไปดูว่า 6 เทรนด์สุขภาพของผู้ชายในปี 2026 กำลังเดินไปในทิศทางไหนและอะไรคือสิ่งที่ผู้ชายยุคใหม่ควรรู้ เพื่อการเตรียมความพร้อมก้าวเข้าสู่ปี 2026 ได้อย่างมั่นใจ

1) สุขภาพแบบเฉพาะตัว (Hyper-personalised Men’s Health)

เทรนด์แรก คือ การดูแลสุขภาพแบบเฉพาะตัว ที่จะอิงจากข้อมูลด้านสุขภาพของแต่ละคน ในการกำหนดวิธีการดูแลสุขภาพให้เหมาะสมกับแต่ละคนที่สุด เพราะจริง ๆ แล้วพวกเขาต้องการต้องการคำแนะนำและวิธีที่เหมาะกับร่างกายของตัวเอง

ตัวอย่างข้อมูลที่ได้รับความนิยมในปี 2026 ในการนำมาวิเคราะห์ เช่น

  • เครื่องสวมใส่ (Wearable devices) ในการติดตามคุณภาพการนอน การเต้นหัวใจ และภาวะความเครียดแบบเรียลไทม์
  • โปรแกรมสำหรับโภชนาการเฉพาะบุคคลจากข้อมูล Gut microbiome
  • การวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย (Body Composition) ที่ละเอียดกว่า BMI
  • ระบบ AI Coach ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลประจำวันแล้วปรับแผนการกินและการออกกำลังกายแบบอัตโนมัติ

ข้อดีของเทรนด์นี้ คือ ผู้ชายจะเข้าใจร่างกายและจิตใจของตัวเองดีขึ้น และสามารถเลือกวิธีดูแลที่เหมาะที่สุดได้ เช่น รู้ว่าควรเข้านอนเวลาไหนร่ายการจะฟื้นตัวได้ดีที่สุด หรือออกกำลังกายแบบไหนที่จะเหมาะกับร่างกายของตัวเองจริง ๆ

2) การออกกำลังกายที่เน้นความคล่องตัว ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อ (Functional & Mobility Training)

ในปี 2026 การออกกำลังกายของผู้ชายไม่ได้เน้นแค่การยกหนักหรือวิ่งหนักเท่านั้น แต่เป็นการไปปรับสู่การออกกำลังกายที่เน้น Functional, Mobility, Balance และ Core stability มากขึ้น เพราะปัญหาที่พบบ่อยของผู้ชายวัยทำงาน คือ ปวดหลัง ไหล่ตึง เคลื่อนไหวติดขัด เพราะมาจากการนั่งทำงานนาน ๆ และออกกำลังกายแบบซ้ำที่เดิม ๆ

ดังนั้นรูปแบบการออกกำลังกายที่นิยมในปี 2026 ได้แก่:

  • Mobility routine 10–15 นาทีต่อวัน: การยืดเหยียดแบบเคลื่อนไหวที่ช่วยให้ข้อต่อขยับได้ลื่นขึ้น ลดความตึงเมื่อเรานั่งทำงานนาน ๆ และทำให้ร่างกายอบอุ่นพร้อมก่อนที่จะออกกำลังกายหนัก
  • Strength และ Functional training: การฝึกกล้ามเนื้อแบบหลายมัดพร้อมกัน (Compound movements) เช่น Deadlift, Squat, Kettlebell flow ซึ่งช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแบบที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่กล้ามสวย
  • Pilates และโยคะสำหรับผู้ชาย: เป็นการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะช่วยสร้างความมั่นคงและแข็งแรงให้แกนกลางลำตัว (Core stability) ช่วยปรับท่าทาง (Posture) และลดอาการปวดหลังและปวดคอที่เจอบ่อยสำหรับคนวัยทำงานได้ดี
  • การออกกำลังกายแบบเคลื่อนที่ (Movement-based training): เช่น Animal flow, Mace flow หรือ Bodyweight flow ที่เป็นการผสมความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการควบคุมร่างกายในเวลาเดียวกัน ทำให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานผสานกันได้ดีมากขึ้น

ทำให้ร่างกายมีความสมดุลและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ช่วยลดโอกาสบาดเจ็บจากการออกกำลังกายหรือท่าทางผิด ๆ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันหรือกิจกรรมอื่น ๆ ได้อีก เช่น การเดิน การนั่ง การยกของ หรือการนั่งทำงานนาน ๆ ได้แบบไม่เมื่อยล้าเหมือนแต่ก่อน

3) การฟื้นตัวที่ดีและการนอนอย่างมีคุณภาพ (Recovery & Sleep Science)

มีผู้ชายจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการนอนมากขึ้น เพราะพวกเขารู้แล้วว่า การนอนคือหนึ่งปัจจัยที่มีต่อเกือบทุกระบบในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมน ความจำ ความเครียด ระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

ดังนั้นในปี 2026 เทรนด์ Sleep Sanctuary หรือการจัดสภาพแวดล้อมการนอนอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะเขาเริ่มมองการนอนเป็นหนึ่งในการการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว โดยมีแนวโน้มที่เห็นชัดจาก

  • หมอนอัจฉริยะและอุปกรณ์ตรวจคุณภาพการนอน: ช่วยวิเคราะห์เวลาที่เราหลับ-ตื่น ระดับการหายใจ การขยับตัว ตลอดจนคุณภาพของ Deep sleep เพื่อให้เราปรับนิสัยการนอนได้แม่นยำขึ้น
  • การใช้แสงและเสียงแบบ Circadian-friendly: ไฟในห้องนอนที่ปรับอุณหภูมิสีตามเวลาของวัน และเสียงบำบัด เช่น White noise หรือเสียงธรรมชาติ ช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้ง่ายขึ้น
  • การทำ Sleep routine เพื่อเพิ่ม Deep sleep: ตั้งกิจวัตรก่อนนอนง่าย ๆ เช่น อาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ ปิดหน้าจอมือถือหรือคอมอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อให้สมองค่อย ๆ ผ่อนคลายลงและเข้าสู่ Deep sleep ได้ดีขึ้น
  • การเลือก Recovery tools เพิ่มการฟื้นตัว: อุปกรณ์อย่างโฟมโรลเลอร์, Massage gun หรือ Cold therapy ที่จะช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายผ่อนคลายก่อนที่จะนอน

ด้วยเวลาชีวิตที่มีจำกัด เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงไม่สามารถที่จะเพิ่มเวลาการนอนขึ้นได้มากนัก ดังนั้นสิ่งที่เราพอจะทำได้ก็ คือ การปรับให้การนอนในแต่ละคืนมีคุณภาพมากที่สุดในช่วงที่เราหลับ

4) การดูแลจิตใจและความแข็งแรงทางอารมณ์ (Mental Fitness & Emotional Strength)

ในปัจจุบันผู้ชายหลาย ๆ คนไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่รูปร่างและความแข็งแรงของร่างกายอีกต่อไป 

สุขภาพจิตและและการจัดการอารมณ์ กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ชายให้ความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากคนเริ่มเข้าใจแล้วว่าการจัดการความเครียด สุขภาพจิตและอารมณ์ สามารถส่งผลต่องาน สุขภาพ คุณภาพชีวิต และความสัมพันธ์ครอบครัวของพวกเขาได้ ดังนั้น Mental fitness จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยจะมีวิธีที่หลากหลายในการจัดการ เช่น

  • การฝึกสติและการหายใจ เพื่อปรับระบบประสาท: เทคนิคการหายใจง่าย ๆ และการฝึกสมาธิ สติในชีวิตประจำวัน เพราะจะช่วยลดการตอบสนองต่อความเครียด ช่วยให้สมองโฟกัสได้ดีขึ้น และทำให้การตัดสินใจมีสติขึ้นในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีความกดดัน
  • การเข้ารับคำปรึกษาทางจิตวิทยาแบบเฉพาะตัว: การปรึกษานักจิตวิทยาในปัจจุบันถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งบางบริษัทให้มีการตรวจสุขภาพจิตประจำปีด้วยซ้ำ เพื่อช่วยพนักงานในองค์กรให้สามารถเคลียร์อารมณ์ที่ค้างคา ลดความวิตก และตั้งเป้าหมายในชีวิตให้ชัดเจนขึ้น
  • โปรแกรมเทรนสมอง (Neurofeedback): คือเทคโนโลยีที่ช่วยประเมินคลื่นสมองและฝึกสมองให้ตอบสนองต่อความเครียดได้ดีขึ้น กำลังเป็นที่สนใจสำหรับกลุ่มวัยทำงานและผู้บริหารที่ต้องการให้การทำงานสม่ำเสมอ ไม่แกว่งไปตามอารมณ์ของตัวเอง
  • การให้ความสำคัญกับเวลาพักและเวลาส่วนตัว: เริ่มจากการจัดเวลาให้กับตัวเองอย่างจริงจัง ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริง ๆ เพื่อให้สมองได้พักจากการทำงาน ความเครียดและความกดดัน ช่วยลดภาวะล้าและป้องกันอาการหมดไฟ (Burnout) ได้
  • การสร้างความสัมพันธ์หรือ Community ที่มีคุณภาพ: หลาย ๆ คนเริ่มมองหาและเข้าร่วม Community ที่ตัวเองชอบมากขึ้น เช่น กลุ่มออกกำลังกาย กลุ่มงานอดิเรก หรือกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดในการพัฒนาตัวเองในด้านต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและเพิ่มความมั่นคงทางอารมณ์ได้

5) การกินเพื่อสุขภาพและความยั่งยืน (Sustainable Nutrition & Clean Eating)

การกินอาหารสำหรับผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งไปที่แค่การลดน้ำหนักไวหรือการกินโปรตีนให้เยอะที่สุด แต่เปลี่ยนมาเป็นการกินอาหารที่ช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้นจริง มากกว่าตัวเลขน้ำหนักบนตาชั่ง พร้อมมีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน โดยจะเน้นไปที่ความยั่งยืน (Sustainability) คุณภาพอาหารและความสมดุล ได้แก่

  • เลือกอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย (Minimally processed foods): เพราะอาหารประเภทนี้คงคุณค่าทางโภชนาการไว้มากกว่า และลดการบริโภคสารปรุงแต่งที่อาจเป็นอันตรายกับร่างกายในระยะยาว
  • เพิ่มไฟเบอร์และอาหารที่ดีต่อระบบลำไส้ (Gut Health): ปี 2026 เป็นปีที่ Gut-first nutrition กำลังมาแรง เพราะความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร ภูมิคุ้มกัน อารมณ์ และน้ำหนักตัว
  • เลือกโปรตีนที่มีคุณภาพ: เน้นโปรตีนที่ย่อยง่ายและดีต่อสุขภาพ เช่น ปลา ไก่ ไข่ ถั่ว และผลิตภัณฑ์พืชทางเลือก (Plant-based) เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อโดยที่ไม่เพิ่มภาระให้กับระบบเผาผลาญ
  • ลดน้ำตาลและอาหารอุตสาหกรรม: ลดเครื่องดื่มที่มีรสหวาน อาหารทอด ของขบเคี้ยว และเมนูที่ใส่สารเติมแต่งสูง เพราะเป็นการกระตุ้นภาวะไขมันพอกตับ ความดัน และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ
  • เลือกแบรนด์ที่คำนึงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของลูกค้า: หลาย ๆ คนเริ่มอ่านฉลากสินค้ามากขึ้น เพื่อให้รู้ที่มาของวัตถุดิบ เลือกสินค้าผลิตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เช่น อาหารออร์แกนิก แบรนด์ที่ช่วยลดพลาสติกหรือสินค้าบอกรายละเอียดโภชนาการอย่างชัดเจน
  • วางแผนอาหารล่วงหน้าเพื่อลดการกินฟาสต์ฟู้ด: วิธีเตรียมแผนการกินอาหารล่วงหน้า เพราะจะช่วยโอกาสในการสั่งอาหารฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารจากภายนอกได้ เวลาที่เรานึกอะไรไม่ออก สามารถควบคุมปริมาณแคลอรี ลดค่าใช้จ่าย และการกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพได้

6) การดูแลฮอร์โมนและคลินิกเฉพาะทางสำหรับผู้ชาย (Men’s Health Clinics & Preventive Screening)

ในปี 2026 ผู้ชายจะหันมาใส่ใจเรื่องการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive screening) มากขึ้น ตั้งแต่การประเมินฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) การตรวจหัวใจ การตรวจค่าระบบเมตาบอลิซึม ไปจนถึงการอักเสบเรื้อรังต่าง ๆ เพราะหลายคนเริ่มตระหนักว่า การที่เรารู้ปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดโอกาสเกิดโรคเรื้อรังได้ดีกว่าการรอให้มีอาการแล้วค่อยรักษา ซึ่งปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมามักพบได้บ่อยในผู้ชายวัยทำงานจนถึงวัยกลางคนอยู่แล้ว

ดังนั้นคลินิกเฉพาะทางสำหรับผู้ชาย (Men’s Health Clinics) จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยหลายคนเลือกเข้าใช้บริการเพื่อการตรวจสุขภาพเชิงลึก เช่น

  • การตรวจฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone): รวมถึงฮอร์โมนสำคัญอื่น ๆ เช่น ฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และ Insulin เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านเมตาบอลิซึม
  • การตรวจสุขภาพหัวใจอย่างละเอียด เช่น EKG, Echocardiogram หรือ VO₂ max สำหรับผู้ชายที่ออกกำลังกายหรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ
  • การตรวจค่าการอักเสบเรื้อรัง (Inflammation markers) เพื่อคาดการณ์ปัญหาสุขภาพในอนาคต เช่น ภาวะดื้ออินซูลินหรือโรคหัวใจ
  • การวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกายโดยรวม (Body composition analysis) ที่ละเอียดกว่าการชั่งน้ำหนักหรือวัด BMI ทำให้เข้าใจสัดส่วนไขมัน–มวลกล้ามเนื้อได้ชัดเจน
  • โปรแกรมสุขภาพเฉพาะทางสำหรับผู้ชาย เช่น การฟื้นฟูจากความเครียดเรื้อรัง การปรับสมรรถภาพทางเพศ หรือการแก้ปัญหาการนอนไม่ดี

เทรนด์นี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ ผู้ชายต้องการที่จะรู้และป้องกันก่อนมากกว่าปล่อยให้ลุกลามจนต้องรักษาในระยะยาว

ในปี 2026 ผู้ชายจะหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพแบบครบทุกมิติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย การนอน การกิน รวมถึงจิตใจ ไม่ได้โฟกัสแค่เรื่องกล้ามหรือรูปร่างดีเหมือนที่ผ่านมา

สำหรับใครที่อยากมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงขึ้น วิธีง่ายที่สุดคือ เริ่มสำรวจตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ว่าตอนนี้ร่างกายและจิตใจของคุณต้องการอะไรบ้าง พร้อมยอมรับและปรับเปลี่ยนบางพฤติกรรมที่อาจไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว แล้วเลือกแนวทางดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองจริง ๆ

เมื่อเราเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น ก็จะทำให้คุณมีทั้งสุขภาพแข็งแรงขึ้นและมีความสุขมากขึ้นในทุกด้านของชีวิต

Cell คืออะไร? เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพของผู้ชายอย่างไรบ้าง?

Cell คืออะไร? เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพของผู้ชายอย่างไรบ้าง?

หนึ่งในศาสตร์ทางการแพทย์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือ การใช้เซลล์ (Cell) เพื่อช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพและภาพรวมสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ชายจากภายใน แล้วเซลล์ที่ว่านี้มันคืออะไร? และเกี่ยวข้องกับสุขภาพและสมรรถภาพของผู้ชายอย่างไร? บทความนี้มีคำตอบ

 

เซลล์ (Cell) คืออะไร? และทำไมถึงสำคัญสำหรับผู้ชาย?

เซลล์ (Cell) คือ เซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ชนิดต่าง ๆ ของร่างกายได้ เช่น เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ผิว หรือเซลล์หลอดเลือด ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพของร่างกาย

เมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป การทำงานของเซลล์เหล่านี้จะเริ่มทำงานลดลง ประกอบกับระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ที่ค่อย ๆ ลดลง ทำให้ร่างกายฟื้นตัวช้ากว่าเดิม กล้ามเนื้อลดลง ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี และอาจส่งผลถึงสมรรถภาพทางเพศและสุขภาพโดยรวมด้วย

ฉะนั้นการดูแลสุขภาพตั้งแต่ระดับเซลล์จึงเป็นแนวทางใหม่ที่ผู้คนให้ความสนใจสำหรับในกลุ่มเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging & Regenerative Medicine) เพื่อให้ระบบภายในร่างกายกลับมามีความสมดุลอีกครั้งเท่าที่จะทำได้

หน้าที่ของ Cell กับการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ชายมีอะไรบ้าง?

ในทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine) พบว่า Cell มีหน้าที่สำคัญในการปรับปรุงและฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ชาย ผ่านการทำงานหลายด้านทั้งในระดับเซลล์และชีวโมเลกุล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Mesenchymal Cell (MC) ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดชนิดหนึ่ง

โดยเซลล์ชนิดนี้ไม่ได้เปลี่ยนตัวเองไปเป็นเนื้อเยื่อใหม่เท่านั้น แต่มันยังสื่อสารกับเซลล์อื่น ๆ ผ่านการหลั่งสารชีวโมเลกุล (Paracrine factors) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสื่อมลงได้อีกด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อระบบสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. กระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Angiogenesis)

หนึ่งในสาเหตุหลักของผู้ชายที่มีภาวะสมรรถภาพทางเพศลดลง คือ การไหลเวียนเลือดไม่ดีที่บริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า Cell โดยเฉพาะ Mesenchymal Cell (MC) อาจมีความสามารถในการหลั่งสารกระตุ้นให้ร่างกายสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้น

ผลลัพธ์ คือ ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เนื้อเยื่อบริเวณอวัยวะเพศได้รับออกซิเจนและสารอาหารมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อสมรรถภาพในทางกายภาพของผู้ชายตามธรรมชาติ โดยที่ไม่ต้องพึ่งการกระตุ้นจากภายนอกร่างกาย

2. ฟื้นฟูเซลล์ประสาทและเนื้อเยื่อรอบอวัยวะเพศ (Neuroregeneration)

ผู้ชายที่มีภาวะเครียดเรื้อรัง เบาหวาน หรือหลอดเลือดเสื่อม มักจะมีการเสื่อมของเส้นประสาทที่ควบคุมการตอบสนองทางเพศ ซึ่ง Cell สามารถช่วยส่งสัญญาณให้ร่างกายกระตุ้นการซ่อมแซมเส้นประสาท (Nerve regeneration) และเพิ่มการทำงานของเซลล์ที่ห่อหุ้มและปกป้องเส้นประสาท

การฟื้นฟูระดับนี้ช่วยให้การส่งสัญญาณระหว่างสมองและอวัยวะเพศกลับมาทำงานได้สมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการรับความรู้สึกและการตอบสนองของร่างกายดีขึ้น

3. ลดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย (Chronic Inflammation)

การอักเสบเรื้อรังในระดับต่ำ (Low-grade chronic inflammation) เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ระดับ ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลง รวมถึงพลังงานและอารมณ์ทางเพศของผู้ชายในชีวิตประจำวันด้วย

Cell มีคุณสมบัติในการหลั่งสารต้านการอักเสบ เช่น Interleukin-10 (IL-10) และ Transforming Growth Factor-β (TGF-β) ที่ช่วยยับยั้งกระบวนการอักเสบและปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาอยู่ในภาวะสมดุลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ร่างกายสามารถฟื้นตัวจากการอักเสบเรื้อรังได้ดีขึ้น ลดอาการอ่อนเพลีย เพิ่มพลังงานและสมรรถภาพของผู้ชายได้อีกด้วย

4. กระตุ้นการทำงานของเซลล์ Leydig และความสมดุลของฮอร์โมนเพศชาย

เซลล์ Leydig ในอัณฑะมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักของผู้ชาย

มีงานวิจัยบางชิ้นพบว่า Cell โดยเฉพาะ Mesenchymal Cell (MC) สามารถกระตุ้นให้เซลล์ Leydig ทำงานได้ดีขึ้น ผ่านการหลั่งสัญญาณทางชีวภาพที่ช่วยเพิ่มการสร้างฮอร์โมนในระดับเซลล์ ส่งผลให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเพศชายที่สมดุลมากขึ้น

เมื่อระดับฮอร์โมนกลับมาอยู่ในภาวะปกติ ก็จะช่วยให้ ร่างกายมีพลังงานมากขึ้น อารมณ์ดีขึ้น และมีความต้องการทางเพศเป็นปกติ

 

ข้อควรรู้และความปลอดภัยในการใช้ Cell กับร่างกาย

แม้ว่าการใช้ Cell จะถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงและมีผลจากคลินิกในต่างประเทศที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพเพศของผู้ชาย แต่ในประเทศไทยเองยังถือว่าอยู่ในช่วงการวิจัยและพัฒนา จึงควรต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine) และอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ที่ชัดเจน

เพราะวัตถุประสงค์หลักของการเพิ่มสมรรถภาพด้วย Cell ไม่ได้มุ่งเน้นที่การรักษาเฉพาะโรค แต่เน้น ไปที่การฟื้นฟูร่างกายโดยรวมตามธรรมชาติ ดังนั้นผู้ที่สนใจควรทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูลอย่างถูกต้องก่อนตัดสินใจรับการรักษา โดยมีข้อควรระวังที่ควรรู้ คือ ปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจรับการดูแล เพื่อประเมินความเหมาะสม และวิเคราะห์สภาพร่างกายและสุขภาพของแต่ละคน เพราะในบางเคสอาจมีปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ความเครียด ภาวะหลอดเลือดตีบหรือโรคประจำตัว ซึ่งอาจต้องได้รับการดูแลควบคู่กันไปด้วย

 

การฟื้นฟูร่างกายด้วยเซลล์ต้นกำเนิด ( Cell Therapy) ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีอนาคตในวงการเวชศาสตร์ฟื้นฟูสมรรถภาพเพศชาย แต่ก่อนอื่นเราควรศึกษา และใช้งานด้วยความเข้าใจ พร้อมอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงที่สุด และเราอยากขอย้ำอีกครั้งว่าแนวทางนี้ไม่ได้ใช้เพื่อแทนการรักษาทางการแพทย์ทั่วไป แต่มันเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการดูแลสุขภาพและฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายในเชิงการฟื้นฟูจากภายในอย่างยั่งยืน




เผยเคล็ดลับ! การดูแลสุขภาพของผู้ชายในแต่ละช่วงวัยควรทำอย่างไร?

เผยเคล็ดลับ! การดูแลสุขภาพของผู้ชายในแต่ละช่วงวัยควรทำอย่างไร?

สุขภาพของผู้ชายมีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุและวัย ทั้งในด้านของฮอร์โมน การเผาผลาญ พฤติกรรมการใช้ชีวิตและความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ซึ่งหมายความว่าการที่เราจะดูแลสุขภาพในแต่ละช่วงอายุของเรานั้นไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันได้ตลอด ดังนั้นผู้ชายจะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีใหม่ ๆ เมื่อมีอายุที่มากขึ้น

แต่ทว่าผู้ชายหลายคนมักเริ่มมาดูแลสุขภาพเมื่อเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น เริ่มมีพุงเริ่ม รู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้น หรือรู้สึกพละกำลังลดลง แต่จริง ๆ แล้ว ร่างกายของคุณอาจส่งสัญญาณเตือนมาสักพักใหญ่แล้ว เพราะฉะนั้นการเข้าใจว่าร่างกายต้องการอะไรในแต่ละช่วงอายุ จึงเป็นก้าวแรกของการดูแลสุขภาพของผู้ชายอย่างถูกวิธีและยั่งยืน โดยมาเริ่มกันที่

 

ช่วงวัยรุ่น (อายุ 13–20 ปี) ช่วงการวางรากฐานสุขภาพให้แข็งแรง

ช่วงวัยรุ่นถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสุขภาพผู้ชายทุกคน เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) อย่างชัดเจน ซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ กระดูก โครงสร้างของร่างกาย รวมถึงอารมณ์และพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เช่น เสียงเริ่มทุ้มขึ้น กล้ามเนื้อเริ่มชัดเจน และขนตามร่างกายเริ่มขึ้นมากขึ้น

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของฮอร์โมนและอารมณ์ในช่วงนี้ของวัยรุ่น อาจทำให้เกิดพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความไม่สมดุล เช่น การนอนดึก รับประทานอาหารไม่ครบหมู่ หรือเผชิญความเครียดจากการเรียนและความคาดหวัง ดังนั้นการดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยนี้จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นการวางรากฐานร่างกายที่แข็งแรง สำหรับการเติบโตในวัยผู้ใหญ่

แนวทางการดูดูแลสุขภาพของวัยรุ่นมีอะไรบ้าง?

  1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

โดยเน้นสารอาหารและมีพลังงานสูงที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโตร่างกายวัยรุ่น เช่น

  • โปรตีนคุณภาพดี จากเนื้อสัตว์ ไข่ นม หรือถั่ว เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
  • แคลเซียม เพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูกในช่วงที่ร่างกายกำลังยืดตัว
  • ธาตุเหล็ก เพื่อช่วยในการสร้างเม็ดเลือดและป้องกันภาวะการเหนื่อยล้า
  1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างกล้ามเนื้อและเสริมภูมิคุ้มกัน

วัยรุ่นเป็นช่วงที่กล้ามเนื้อและกระดูกกำลังเติบโต การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการหลั่งของ Growth Hormone และ Testosterone ให้ทำงานได้ดีขึ้น

โดยเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยรุ่น เช่น เตะฟุตบอล ว่ายน้ำหรือปั่นจักรยาน และอาจเริ่มต้นฝึกเวทเทรนนิ่งเบา ๆ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เสริมภูมิคุ้มกัน รวมถึงเสริมบุคลิกภาพ แต่ก็ควรระมัดระวังเรื่องอาการบาดเจ็บ

  1. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการพัฒนาของร่างกาย

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์หรือนอนดึก ที่ส่งผลต่อการสร้างฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) และการฟื้นฟูร่างกาย โดยเฉพาะการนอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้ระดับการหลั่งของ Growth Hormone ลดลง เป็นการชะลอการเจริญเติบโตได้

  1. ดูแลสุขภาพจิตและอารมณ์อย่างใกล้ชิด

ช่วงวัยรุ่นของใครหลาย ๆ คน อาจมีความเครียด ทั้งจากความกดดันทางสังคม ด้านการเรียน หรือปัญหาด้านภาพลักษณ์ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมในอนาคตได้

ดังนั้นการเปิดใจพูดคุยกับครอบครัว หรือหากรู้สึกเครียดมากจัดการไม่ไหว ควรไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อศึกษาวิธีจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม

 

ช่วงวัยเริ่มทำงาน (อายุ 21–35 ปี) ช่วงเสริมพละกำลังและดูแลรูปร่าง

ช่วงวัยนี้ถือเป็นช่วงที่ผู้ชายมีพลังร่างกายสูงที่สุด ทั้งในด้านกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง และระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นช่วงที่ชีวิตต้องเจอกับความเครียดต่าง ๆ มากมาย ทั้งจากการทำงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ 

ซึ่งระบบเผาผลาญจะเริ่มทำงานได้แย่ลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป ทำให้ผู้ชายหลายคนเริ่มมีอาการอ้วนง่าย แม้จะกินอาหารเหมือนเดิม และมีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หรือขาดแรงจูงใจแบบไม่รู้สาเหตุ ซึ่งถ้าหากว่าไม่ได้มีการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม อาจเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่โรคเรื้อรังในอนาคต เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำก่อนวัย

แนวทางการดูแลสุขภาพของวัยเริ่มต้นทำงานมีอะไรบ้าง?

  1. ควบคุมอาหารและเลือกกินอาหารอย่างมีสติ

เพราะว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อรูปร่างและความสมดุลของฮอร์โมน

    • ควรลดการบริโภคน้ำตาล ไขมันทรานส์ และอาหารแปรรูปให้น้อยลง
    • เพิ่มโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ หรือพืชตระกูลถั่ว
    • เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้องและธัญพืช
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 6–8 แก้ว

การควบคุมอาหารที่เราหมายถึงไม่ได้หมายถึงการอด แต่เราหมายถึงการเลือกกินให้มีความสมดุล เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และช่วยรักษาระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ

  1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมสมรรถภาพและลดความเครียด

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทั้งช่วยควบคุมน้ำหนัก และยังช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน Testosterone และ Endorphin ซึ่งเป็นผลดีต่ออารมณ์ สมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย และลดความเครียดจากการทำงาน

  • ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3–5 วันต่อสัปดาห์
  • เน้นการออกกำลังกายแบบผสมผสานทั้งเวทเทรนนิ่ง และ คาร์ดิโอ 
  • หรือถ้าหากไม่มีเวลา อาจเลือกออกกำลังกายแบบที่ใช้ระยะเวลาสั้นแต่ออกหนักขึ้น เช่น HIIT (High-Intensity Interval Training) ก็ช่วยเผาผลาญได้ดีเช่นกัน
  1. ตรวจสุขภาพประจำปี

ผู้ชายวัยทำงานไม่ได้ตรวจสุขภาพเพราะคิดว่าตัวเองยังแข็งแรง แต่หารู้ไม่ว่าโรคหลาย ๆ ชนิดก็เริ่มในช่วงวัยนี้แบบเงียบ ๆ โดยไม่มีอาการ เช่น

  • ความดันโลหิตสูง
  • ไขมันในเลือดสูง
  • เบาหวานระยะเริ่มต้น

เพราะฉะนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยให้เราสามารถประเมินค่าต่าง ๆ เช่น ระดับไขมัน น้ำตาล ความดันโลหิต ค่าการทำงานของตับและไต เพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงและวางแผนปรับพฤติกรรมในอนาคตได้อย่างเหมาะสม

  1. พักผ่อนให้เพียงพอและจัดการกับความเครียด

การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเพศชายและ Growth Hormone ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะในช่วง 22.00 – 02.00 น.

  • ควรนอนอย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน
  • หากมีความเครียดจากงาน ควรหาเวลาผ่อนคลายในกิจกรรมที่เราสนใจ เช่น ฟังเพลง เดินเล่นสวนสาธารณะ หรือออกกำลังกายเบา ๆ
  1. ใส่ใจสมรรถภาพทางเพศในฐานะตัวชี้วัดของสุขภาพ

สมรรถภาพทางเพศของผู้ชายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจได้เป็นอย่างดี เพราะการแข็งตัวของอวัยวะเพศเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือดโดยตรง หากเริ่มรู้สึกว่ามีปัญหา เช่น การแข็งตัวไม่เต็มที่ หรือความต้องการทางเพศลดลง ควรเข้าพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ฮอร์โมนต่ำหรือความผิดปกติของระบบหลอดเลือด

ช่วงวัยกลางคน (อายุ 36–50 ปี) ช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

เมื่อผู้ชายเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยกลางคน ร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ที่ค่อย ๆ ลดลงเฉลี่ยปีละประมาณ 1% หลังอายุ 40 ปีเป็นต้นไป

ซึ่งส่งผลต่อหลาย ๆ ระบบในร่างกาย เช่น มวลกล้ามเนื้อที่จะเริ่มลดลง มีการสะสมของไขมันมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง รวมถึงอารมณ์และพลังงานที่ค่อย ๆ ลดลง

นอกจากนี้ระบบเผาผลาญพลังงานก็ทำงานช้าลง ความเครียดจากการทำงานและภาระครอบครัวก็อาจทำให้ร่างกายมีความอ่อนล้าและส่งผลต่อคุณภาพของการนอนหลับ รวมถึงสุขภาพทางเพศด้วย ซึ่งในช่วงวัยนี้หากไม่ได้มีการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรังได้ไวขึ้นทั้ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงและโรคหัวใจ

แนวทางการดูแลสุขภาพของวัยกลางคนมีอะไรบ้าง?

  1. ปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะกับวัยกลางคนมากขึ้น
  • ลดคาร์โบไฮเดรตขัดสี เช่น ข้าวขาวและน้ำตาล
  • เพิ่มการรับประทานโปรตีนคุณภาพดีจากปลา ไก่ ไข่ และถั่ว
  • เลือกกินไขมันดีจากอะโวคาโด น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันปลา เพื่อช่วยลดการอักเสบในร่างกายและสนับสนุนการสร้างฮอร์โมนเพศชายตามธรรมชาติ

  1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด

ผสมผสานการออกกำลังกายระหว่างเวทเทรนนิ่งเพื่อกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ และคาร์ดิโอเพื่อเสริมระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน และควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์จะช่วยควบคุมน้ำหนักและเพิ่มพลังงานได้ดี

  1. ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ผู้ชายวัยกลางคนควรตรวจสุขภาพโดยเน้นไปที่ระดับไขมันในเลือด น้ำตาล ความดัน และฮอร์โมนเพศชาย รวมถึงการตรวจต่อมลูกหมากปีละครั้ง เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

  1. นอนหลับให้เพียงพอและจัดการความเครียด

ความเครียดสามารถลดการหลั่งฮอร์โมน Testosterone ได้ ดังนั้นลองจัดเวลาเพื่อผ่อนคลายให้เหมาะสมกับวัย เช่น เดินเล่น อ่านหนังสือ ทำสมาธิหรือใช้เวลากับครอบครัว รวมถึงการนอนหลับอย่างมีคุณภาพอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืน จะช่วยให้ฮอร์โมนกลับมาทำงานได้สมดุลมากยิ่งขึ้น

ในวัยกลางคนนี้การดูแลสุขภาพโดยรวมอาจจะไม่ต่างกับวัยเริ่มทำงานมากนัก แต่จะเน้นไปที่การรักษาความสมดุลของฮอร์โมนเพศชาย ที่จะส่งผลกับระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ดังนั้นการเสริมด้วยสารอาหารอย่าง วิตามินดี สังกะสี (Zinc) และ แมกนีเซียม (Magnesium) จะช่วยเพิ่มและคงระดับฮอร์โมนเพศชายในร่างกายให้เพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีพลังและคงสมรรถภาพได้ยาวนานขึ้น

วัยทอง (อายุ 50 ปีขึ้นไป) ช่วงเวลาแห่งการชะลอวัยและป้องกันโรคเรื้อรัง

เมื่อผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไปร่างกายจะเริ่มเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “Andropause” หรือวัยทองของผู้ชาย ซึ่งจะเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลงอย่างต่อเนื่องและมีผลต่อสมดุลของระบบต่าง ๆ ในร่างกายมากที่สุด ทั้งระบบเผาผลาญ กล้ามเนื้อ หัวใจ รวมถึงอารมณ์และสมรรถภาพทางเพศ

ผู้ชายหลาย ๆ คนอาจเริ่มมีความรู้สึกว่าร่างกายไม่สดชื่นเหมือนเดิม เหนื่อยง่ายขึ้น ความจำไม่ค่อยดี หรือแม้แต่หงุดหงิดง่าย ซึ่งเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตามวัย นอกจากนี้ความเสี่ยงของโรคเรื้อรังทั้ง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็เพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นช่วงวัยที่เรียกว่าการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา

แนวทางการดูแลสุขภาพของวัยทองมีอะไรบ้าง?

  1. ตรวจสุขภาพประจำปีให้ครบถ้วน

ผู้ชายวัยทองควรมีการตรวจสุขภาพอย่างละเอียดเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะการตรวจหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือด และต่อมลูกหมาก (PSA Test) เพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งการตรวจฮอร์โมนเพศชายก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยประเมินสมดุลของร่างกายและวางแผนการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลได้เหมาะสม

  1. เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจและชะลอวัย
  • เน้นอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันดี เช่น ปลาแซลมอน ถั่ว อะโวคาโดและน้ำมันมะกอก
  • ผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น เบอร์รี มะเขือเทศและผักใบเขียว เพื่อช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดและป้องกันโรคหัวใจ
  • อาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง เช่น ไข่ เต้าหู้ เนื้อไม่ติดมัน

สิ่งที่ควรงดรับประทานโดยเด็ดขาดสำหรับวัยทอง อาหารแปรรูป ของทอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสี เพราะสิ่งเหล่านี้จะไปกระตุ้นการอักเสบในร่างกายและเร่งการเสื่อมของเซลล์ รวมถึงลดระดับฮอร์โมนเพศชายอีกด้วย

  1. ออกกำลังกายแบบมีแรงต้านอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ

เมื่ออายุมากขึ้นมวลกล้ามเนื้อจะลดลงอย่างต่อเนื่อง การออกกำลังกายที่มีแรงต้าน เช่น เวทเทรนนิ่ง ยกน้ำหนักเบา ๆ หรือการเล่นโยคะ จะช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรงของข้อต่อ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนเพศชายตามธรรมชาติได้

  1. ดูแลสุขภาพจิตและเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม

การดูแลสุขภาพจิตที่ดี เริ่มด้วยการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับครอบครัว เพื่อน หรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทางสังคม มีส่วนช่วยให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข (Serotonin และ Dopamine) ซึ่งมีผลต่อความสมดุลของฮอร์โมนและสุขภาพสำหรับคนวัยทองได้

สุขภาพที่ดีของผู้ชายทุกคนไม่ใช่แค่การไม่มีโรค แต่คือการมีความสมดุลของร่างกาย ฮอร์โมน และจิตใจที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องและเข้าใจร่างกายของตัวเองในแต่ละช่วงวัย คือ กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ชายทุกคนและทุกวัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข มีความมั่นใจและแข็งแรงอยู่เสมอ



Estrogen Blocker คืออะไร? เมื่อมีภาวะฮอร์โมนเพศหญิงเกินในผู้ชาย

Estrogen Blocker คืออะไร? เมื่อมีภาวะฮอร์โมนเพศหญิงเกินในผู้ชาย


รู้หรือไม่? จริง ๆ แล้วผู้ชายทุกคนมีฮอร์โมนเพศหญิงอยู่ในร่างกาย และถ้าหากว่ามีมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสมรรถภาพทางเพศได้ ดังนั้น Estrogen Blocker คือ ทางเลือกหนึ่งในการช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายของผู้ชายอย่างเรา แล้วมันคืออะไร? ในบทความนี้จะพาผู้ชายทุกท่านมาทำความรู้จักกับ Estrogen Blocker กัน

 

เมื่อพูดถึงฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) หลายคนอาจคิดว่าฮอร์โมนเพศหญิงก็ต้องอยู่ในร่างกายของผู้หญิงเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว ผู้ชายก็มีฮอร์โมนชนิดนี้อยู่ด้วย เพียงแค่มีฮอร์โมนในปริมาณน้อยกว่าเท่านั้นเอง

ซึ่งในร่างกายของผู้ชายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) จะช่วยควบคุมหลายระบบ เช่น

  • การทำงานของสมองและอารมณ์
  • การเผาผลาญไขมัน
  • สุขภาพของกระดูก
  • สมดุลของสมรรถภาพทางเพศ

อย่างไรก็ตาม หากว่าร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไปหรือเทสโทสเทอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) ลดลงจนทำให้ฮอร์โมนเสียสมดุลก็อาจทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “Estrogen Dominance” หรือ ภาวะฮอร์โมนเพศหญิงเกินในผู้ชายได้

5 สัญญาณเตือนเมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เกินสมดุล

อาจมีหลาย ๆ คนที่ไม่รู้ตัวว่าอาการที่กำลังเป็นอยู่หรือที่เจออยู่ทุกวันนั้นเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจนเกิน  เช่น

  • หน้าอกเริ่มโตคล้ายผู้หญิง (Gynecomastia)

สัญญาณเตือนที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ หน้าอกเริ่มนูนขึ้นหรือจับแล้วรู้สึกมีเนื้อเต้านมมากกว่าปกติ ที่ไม่ได้เกิดจากไขมันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเนื้อเยื่อเต้านมที่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน หากปล่อยไว้นานอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างหรือเสื้อผ้าที่เคยใส่ได้

  • น้ำหนักขึ้นง่ายโดยเฉพาะตรงหน้าท้อง

ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลต่อการสะสมไขมันโดยเฉพาะที่หน้าท้อง เอวและหน้าอก ผู้ชายคนไหนที่เคยออกกำลังกายเล็กน้อยแต่ยังควบคุมน้ำหนักได้ อาจจะเริ่มรู้สึกว่าทำไมกินเหมือนเดิม แต่น้ำหนักกลับขึ้นง่ายผิดปกติ 

  • รู้สึกเหนื่อยง่าย กล้ามเนื้อลด

เมื่อระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนลดลงและเอสโตรเจนสูงขึ้น ร่างกายจะสร้างกล้ามเนื้อได้ยากขึ้น กล้ามเนื้อเดิมก็เริ่มหายไป ความแข็งแรงลดลง บางคนถึงขั้นรู้สึกว่าหมดแรง เหนื่อยง่าย แม้จะทำแค่กิจกรรมสบาย ๆ

  • มีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดหรือซึมเศร้า

ความไม่สมดุลของฮอร์โมนไม่ได้มีผลแค่ต่อร่างกาย แต่ยังส่งผลต่อสมองและอารมณ์ด้วย ระดับเอสโตรเจนที่ไม่สมดุลอาจทำให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิด อ่อนไหวหรืออารมณ์แปรปรวนง่ายกว่าปกติ บางคนอาจจะรู้สึกเครียดหรือไปจนถึงซึมเศร้าโดยไม่มีสาเหตุ

  • สมรรถภาพทางเพศลดลง

​​หนึ่งในอาการที่จะกระทบความมั่นใจของผู้ชายมากที่สุด คือ ความต้องการทางเพศลดลง ซึ่งมันจะเกิดขึ้นเมื่อฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนลดลงและฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงเกินไป

 

สาเหตุที่ทำให้ฮอร์โมนเพศหญิงเพิ่มขึ้นมีอะไรบ้าง?

  • อายุที่เพิ่มขึ้น เมื่อผู้ชายอายุมากขึ้นระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนจะค่อย ๆ ลดลง ทำให้สัดส่วนระหว่างฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิงไม่สมดุล
  • ไขมันส่วนเกิน ไขมันโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องจะมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า Aromatase ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนให้กลายเป็นเอสโตรเจน
  • การดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ส่งผลให้ตับทำงานแย่ลง ซึ่งเป็นอวัยวะที่คอยกำจัดฮอร์โมนส่วนเกิน ทำให้เอสโตรเจนค้างอยู่ในร่างกายมากขึ้น
  • ความเครียดสะสม เมื่อร่างกายเครียดจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งจะไปยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนให้ลดลง ส่งผลให้ความสมดุลของฮอร์โมนเพศนั้นเสียไป
  • การใช้ยาบางชนิดหรือโรคประจำตัว เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาต้านซึมเศร้าหรือโรคเกี่ยวกับตับและต่อมไร้ท่อ

หากคุณเริ่มสังเกตว่าร่างกายเริ่มเปลี่ยนไปในลักษณะเหล่านี้ อาจถึงเวลาที่ต้องไปเช็กฮอร์โมนแล้วครับ เพราะสาเหตุสำคัญที่แอบแฝงอยู่มักจะเกิดจากระดับเอสโตรเจนที่สูงเกินไป ซึ่งในปัจจุบันมีทางเลือกหนึ่งที่ช่วยจะปรับสมดุลของฮอร์โมนนี้ได้ คือ การใช้ Estrogen Blocker

Estrogen Blocker คืออะไร?

Estrogen Blocker หรือ ตัวยับยั้งฮอร์โมนเอสโตรเจน คือ ยาที่ช่วยลดการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายของผู้ชาย เพื่อจะปรับสมดุลของฮอร์โมนให้กลับมาปกติตามเดิม โดยทั่วไป แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ

 

1. Aromatase Inhibitors (AI)

ยากลุ่มนี้จะช่วยยับยั้งเอนไซม์ Aromatase ไม่ให้เปลี่ยนเทสโทสเทอโรนเป็นเอสโตรเจน ตัวอย่างยาที่แพทย์ใช้ในบางกรณี เช่น Anastrozole, Letrozole นิยมใช้กับผู้ชายที่ได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนหรือกำลังมีภาวะ Gynecomastia

 

2. Selective Estrogen Receptor Modulators (SERMs)

ยากลุ่มนี้ไม่ได้ไปลดระดับเอสโตรเจนโดยตรง แต่ไปขัดขวางไม่ให้ฮอร์โมนจับกับตัวรับ (Receptor) ในเนื้อเยื่อบางส่วน เช่น หน้าอก ส่งผลให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะยังอยู่ในร่างกาย แต่ก็ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เต็มที่ โดยเฉพาะจุดที่ทำให้เกิดอาการหน้าอกโตหรือสมรรถภาพลดลง ตัวอย่างยาที่แพทย์ใช้ เช่น Tamoxifen, Clomiphene 

 

ข้อควรระวังเมื่อใช้ยา Estrogen Blocker

แม้ตัวยาเหล่านี้จะมีประโยชน์ในทางการแพทย์ แต่ก็ไม่ควรใช้เองโดยเด็ดขาด เพราะการปรับระดับฮอร์โมนในร่างกายเป็นเรื่องที่ซับซ้อน หากใช้ในปริมาณหรือระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม อาจเกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ เช่น

  • ภาวะกระดูกพรุน เนื่องจากเอสโตรเจนมีส่วนช่วยในการรักษาความหนาแน่นของกระดูก แม้ในผู้ชายก็มีความสำคัญเช่นกัน
  • ความดันโลหิตสูงจากการเปลี่ยนแปลงสมดุลของระบบไหลเวียนเลือด
  • ปัญหาการนอนหลับหรืออาการอ่อนเพลีย จากการรบกวนวงจรของฮอร์โมน
  • สมดุลฮอร์โมนสลับกลับด้าน คือ เทสโทสเทอโรนสูงเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดสิว ผมร่วงหรืออารมณ์แปรปรวนได้

นอกจากนี้ยังมีบางคนที่เมื่อหยุดยากะทันหัน ร่างกายอาจเกิดการ “รีบาวด์” หรือร่างกายกลับมาสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนมากกว่าเดิม ทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติอีกครั้ง

ดังนั้น ก่อนเริ่มใช้ยาใด ๆ ควรตรวจระดับฮอร์โมนจากเลือดและปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านฮอร์โมนหรือเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging medicine) เพื่อประเมินภาวะฮอร์โมนในร่างกายอย่างรอบคอบ ทั้งฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) และฮอร์โมนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัยและเหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคนมากที่สุด

วิธีการรักษาสมดุลของระดับฮอร์โมนแบบธรรมชาติ

หากยังไม่ได้อยู่ในระดับที่รุนแรงจนถึงขั้นต้องใช้ยา การปรับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศให้กลับมาเป็นปกติได้อย่างปลอดภัย เช่น

  • ลดไขมันส่วนเกินโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง

เพราะไขมันเป็นสิ่งสำคัญที่ร่างกายใช้เปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายเป็นเอสโตรเจน ยิ่งมีไขมันมากร่างกายก็ยิ่งผลิตเอสโตรเจนมากขึ้น การลดน้ำหนักจึงช่วยลดการเปลี่ยนจากฮอร์โมนเพศชายเป็นฮอร์โมนเพศหญิงได้

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และอาหารแปรรูป

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจไปขัดขวางการสร้างฮอร์โมนเพศชายและกระตุ้นการผลิตเอสโตรเจน ส่วนอาหารแปรรูปที่มีไขมันทรานส์หรือสารเคมีสะสมสูง ก็อาจรบกวนการทำงานของตับ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการกำจัดฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกินออกจากร่างกาย

  • ออกกำลังกายเป็นประจำโดยเฉพาะการเวทเทรนนิ่ง

การออกกำลังเป็นการฝึกกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนตามธรรมชาติและช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ลดไขมันส่วนเกิน ซึ่งส่งผลต่อความสมดุลฮอร์โมนให้ดีขึ้น

  • นอนให้พอและจัดการความเครียด

การนอนหลับที่มีคุณภาพช่วยให้ร่างกายหลั่ง Growth hormone และเทสโทสเทอโรนในระดับที่เหมาะสม และช่วยลดความเครียดสะสม ซึ่งเป็นสาเหตุของการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่จะไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเพศชายได้

  • กินผักผลไม้ให้มากขึ้น

โดยเฉพาะผักตระกูลกะหล่ำ (เช่น บร็อกโคลี กะหล่ำปลี คะน้า) เพราะมีสารธรรมชาติอย่าง Indole-3-Carbinol (I3C) และ Diindolylmethane (DIM) ที่ช่วยกำจัดเอสโตรเจนส่วนเกินออกจากร่างกายตามธรรมชาติ

  • เสริมด้วยสารอาหารและสมุนไพรบางชนิด

อาหารเสริมบางกลุ่ม เช่น Zinc, Magnesium, Vitamin D หรือสมุนไพรที่มีข้อมูลสนับสนุนการปรับสมดุลฮอร์โมนเพศ เช่น Tribulus Terrestris, Tongkat Ali และ Ashwagandha ซึ่งอาจช่วยเพิ่มระดับเทสโทสเทอโรนและลดอาการอ่อนล้าได้ อย่างไรก็ตามควรใช้ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ที่เข้าใจด้านฮอร์โมน เพื่อป้องกันการใช้ยาเกินขนาดหรือกระทบกับยาชนิดอื่น ๆ

ภาวะฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) เกินสำหรับผู้ชายอาจดูไม่ร้ายแรงนักในช่วงแรก แต่จริง ๆ แล้วมีผลกระทบต่อทั้ง สุขภาพกาย จิตใจและความมั่นใจในชีวิตประจำวันได้มากกว่าที่คุณคิด

หากคุณเริ่มรู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนไป ทั้งในเรื่องพลังงาน อารมณ์หรือสมรรถภาพทางเพศ อย่ามองข้ามสัญญาณเหล่านี้ เพราะมันอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายของคุณกำลังไม่สมดุล เพราะฉะนั้นการดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งการปรับพฤติกรรม ตรวจสุขภาพประจำปีหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมน จะช่วยให้ร่างกายคุณกลับมาแข็งแรง มีความสมดุลและมั่นใจอีกครั้ง

9 พฤติกรรมเสี่ยง ที่ทำให้ผู้ชายผมร่วงโดยไม่รู้ตัว

9 พฤติกรรมเสี่ยง ที่ทำให้ผู้ชายผมร่วงโดยไม่รู้ตัว

อาการผมร่วงหรือผมบางไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ชายที่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคนเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ และหลาย ๆ ครั้งอาการผมร่วงไม่ได้เกิดจากเรื่องกรรมพันธุ์อย่างเดียวเหมือนที่ผู้ชายหลาย ๆ คนคิด แต่มันยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น พฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันบางอย่างที่เป็นตัวเร่งให้เส้นผมร่วงเร็วกว่าปกติ

โดยในบทความนี้จะมาผู้ชายทุกท่านมาเช็คกันว่า พฤติกรรมในชีวิตประจำวันไหนบ้างที่เสี่ยงและอาจทำให้เจอกับปัญหาผมร่วง ผมบาง ก่อนวัย ไปดูกัน!

 

1. สระผมด้วยน้ำอุ่นจัดเกินไป

การสระผมด้วยน้ำอุ่นอาจทำให้รู้สึกผ่อนคลายเวลาอาบน้ำหลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน แต่รู้หรือไม่ว่า ถ้าหากคุณใช้น้ำที่ร้อนเกินไปสระผมเป็นประจำ จะทำให้ความชุ่มชื้นบนหนังศีรษะถูกล้างออกไปจนหมด ทำให้หนังศีรษะแห้ง เกิดอาการคัน หรือรังแคตามมา แล้วยังทำให้เส้นผมสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้เส้นมีความเปราะและหลุดร่วงง่ายกว่าปกติ

 

2. ใช้เจลหรือแว็กซ์จัดทรงผมทุกวัน

การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยจัดทรงผม เช่น เจล แว็กซ์ หรือสเปรย์ฉีดผม สิ่งเหล่านี้มักมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และสารเคมีบางชนิดที่อาจทำให้เส้นผมแห้งเสีย หากล้างออกได้ไม่ดีพอและไม่สะอาด สารเคมีเหล่านี้จะสะสมอยู่บนหนังศีรษะและอุดตันรูขุมขน ทำให้เส้นผมที่จะงอกใหม่งอกได้ยากขึ้น และยิ่งเมื่อคุณใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะยิ่งเสี่ยงทำให้เส้นผมมีความอ่อนแอและร่วงได้ง่าย

 

3. สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์บ่อย

บุหรี่มีสารนิโคตินที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ส่วนแอลกอฮอล์ทำให้การไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงบนหนังศีรษะลดลง และเมื่อรากผมไม่ได้รับสารอาหารและออกซิเจนที่เพียงพอ ก็จะส่งผลให้ผมร่วงง่าย นอกจากนี้ยังผมที่จะขึ้นใหม่ขึ้นช้าและยากขึ้น ทำให้ผมบางลงเรื่อย ๆ อีกด้วย

 

4. มีความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว

ความเครียดเรื้อรังจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลมากเกินไป ส่งผลให้วงจรของเส้นผมสั้นลง และเกิดภาวะผมร่วงเฉียบพลัน (Telogen Effluvium) ได้บ่อยขึ้น หรือที่เรามักได้ยินคนพูดบ่อย ๆ ว่าเครียดจนผมร่วง เพราะฉะนั้นควรหากิจกรรมหรือวิธีผ่อนคลายเครียด เช่น การออกกำลังกาย การทำสมาธิ หรือการใช้เวลากับกิจกรรมที่ชื่นชอบ เพื่อลดความเครียดและลดการหลั่งของฮอร์โมนคอร์ติซอล

 

5. นอนไม่เพียงพอหรือนอนน้อยเป็นประจำ

ช่วงเวลาการพักผ่อนเป็นช่วงที่ร่างกายใช้ในการฟื้นฟูระบบต่าง ๆ รวมถึงรากผมด้วย หากว่าคุณนอนหลับไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ระดับฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ของเส้นผมนั้นหลังออกมาไม่พอ และทำให้มันทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ผมบางและร่วงง่ายกว่าคนที่นอนหลับเพียงพอ

 

6. รับประทานอาหารที่สมดุลและครบถ้วน

เส้นผมต้องการสารอาหารประเภทโปรตีนเป็นส่วนประกอบหลัก รวมถึงธาตุเหล็ก สังกะสี และวิตามินบี ถ้าหากว่าคุณได้รับสารอาหารที่ไม่สมดุลหรือกินแต่อาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ จะทำให้รากผมขาดสารอาหารที่จำเป็นและได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วน ส่งผลให้มีอาการผมร่วงเร็วกว่าปกติ การเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ปลา ถั่ว ไข่ และผักผลไม้สด จะช่วยให้รากผมแข็งแรงขึ้นและลดอาการผมร่วงได้

 

7. ดื่มคาเฟอีนมากเกินไป

ถ้าหากว่าคุณดื่มกาแฟหรือชาเขียววันละ 1–2 แก้ว ยังถือว่ามีประโยชน์และปกติ แต่ถ้าคุณเริ่มดื่มเกินวันละ 3–4 แก้ว จะเริ่มผิดปกติแล้ว เพราะจะทำให้ร่างกายเสียความสมดุล และรบกวนการดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อการเติบโตของเส้นผม หากคุณดื่มคาเฟอีนมากจนเกินไปยังทำให้นอนหลับยาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของปัญหาผมร่วงอีกด้วย

 

8. เกาหรือดึงผมเล่นบ่อย ๆ

การดึงผมหรือเกาหัวแรง ๆ หลายคนอาจทำโดยไม่รู้ตัว เช่น ดึงผมเล่นเวลาเครียด หรือเกาหนังหัวแรง ๆ เพราะรู้สึกคัน แต่รู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้รูขุมขนที่ศีรษะมีการบาดเจ็บหรืออักเสบได้ เมื่อรูขุมขนเสียหาย เส้นผมที่ขึ้นใหม่ก็อาจขึ้นช้าลงหรือมีเส้นเล็กลงกว่าเดิมได้ หากทำบ่อย ๆ ทำให้เกิดแผลเป็นเล็ก ๆ บนหนังศีรษะ ซึ่งอาจทำให้ผมไม่สามารถงอกใหม่ได้เลย

 

9. สวมหมวกแน่นและนานเกินไป

การใส่หมวกที่รัดแน่นเป็นเวลานาน ทำให้การไหลเวียนเลือดของหนังศีรษะลดลง รวมถึงความอับชื้นจากเหงื่อตอนใส่หมวกก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเชื้อราและรังแคบนหนังศีรษะ และเมื่อหนังศีรษะไม่แข็งแรง เส้นผมของคุณก็จะร่วงมากขึ้นและง่ายกว่าปกติ

วิธีดูแลเส้นผมเบื้องต้นสำหรับผู้ชายมีอะไรบ้าง?

  • เลือกแชมพูที่อ่อนโยนและเหมาะกับสภาพหนังศีรษะ

ผู้ชายหลายคนอาจชอบใช้แชมพูที่ให้ความรู้สึกสะอาดแบบจัดเต็ม แต่จริง ๆ แล้วการเลือกแชมพูที่มีสารเคมีแรงเกินไปอาจทำให้หนังศีรษะแห้งและระคายเคืองได้ เพราะฉะนั้นควรเลือกแชมพูที่อ่อนโยนและมีสูตรที่เหมาะกับปัญหานั้น ๆ เช่น หนังศีรษะมัน มีรังแคหรือผมแห้งเสีย เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของหนังศีรษะและเส้นผม

  • บำรุงรากผมด้วยเซรั่มหรือโทนิกเป็นประจำ

    การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบำรุงเส้นผม เช่น เซรั่มหรือโทนิก สามารถช่วยกระตุ้นรากผม เพิ่มการไหลเวียนเลือดและมอบสารอาหารที่จำเป็นให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น ลดการหลุดร่วง ควรนวดเบา ๆ ที่หนังศีรษะเพื่อช่วยให้เซรั่มซึมเข้าหนังศีรษะได้ดียิ่งขึ้น

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด

    การออกกำลังกายนั้นนอกจากจะดีต่อร่างกายทั้งหมดแล้ว ยังช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงรากผมได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เส้นผมได้รับออกซิเจนและสารอาหารครบถ้วน ซึ่งจะทำให้รากผมแข็งแรงผมหลุดร่วงยาก ดังนั้นการออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอ

  • รับประทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินให้เพียงพอ

    โปรตีน คือ วัตถุดิบหลักของเส้นผม ดังนั้นควรกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันหรือไขมันน้อย เช่น ไข่ ปลา หรือถั่ว นอกจากนี้ควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินบี และกรดไขมันโอเมก้า 3 เพื่อช่วยบำรุงรากผมและเส้นผมให้แข็งแรง

  • ​​พักผ่อนให้เพียงพอและลดความเครียด

    การนอนหลับที่มีคุณภาพและการจัดการความเครียดมีความสำคัญมาก เพราะฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ของเส้นผมจะทำงานได้ดีที่สุดตอนที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผม

    หากเริ่มรู้สึกว่าผมร่วงเยอะผิดปกติ (เกินวันละ 100 เส้น) หรือผมบางลงผิดปกติเป็นหย่อม ๆ คุณไม่ควรละเลยเด็ดขาด ควรไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผมหรือแพทย์ผิวหนัง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับคำแนะนำที่เหมาะสมก่อนที่ปัญหาจะลุกลามเกินจะแก้ไข

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับผมร่วงของผู้ชายที่ควรรู้มีอะไรบ้าง?

  1. ❌ สระผมทุกวันทำให้ผมร่วง

✅ จริง ๆ แล้วการสระผมทุกวันไม่ได้ทำให้ผมร่วงมากขึ้น โดยปกติคนเราสามารถมีผมร่วงได้วันละ 50–100 เส้น อยู่แล้วตามธรรมชาติ เพราะเป็นเส้นผมที่หมดอายุขัย แต่การสระผมที่ผิดวิธีหรือเลือกแชมพูที่ไม่เหมาะสมต่างหากที่ทำให้ผมร่วงผิดปกติ

  1. ❌ การใส่หมวกกันน็อคทำให้ผมร่วงจนหัวล้าน

    ✅ มีหลายคนกลัวการใส่หมวกกันน็อคเพราะเชื่อว่าจะทำให้ผมร่วง แต่ในความเป็นจริง การใส่หมวกกันน็อคไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้หัวล้าน แต่เกิดจากความอับชื้น ความร้อน และสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในหมวก หากหมวกไม่สะอาดหรือไม่ได้ซักและมีการซับเหงื่อเข้าไปอย่างสม่ำเสมอ อาจทำให้เกิดรังแค เชื้อรา หรือการระคายเคืองบนหนังศีรษะ ซึ่งเป็นปัจจัยที่กระทบต่อเส้นผมได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือทำความสะอาดหมวกกันน็อคอยู่เสมอ ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงที่จะหมวกกันน็อค

  2. ❌ ผมร่วงเยอะคือสัญญาณโรคร้ายแรงเสมอ

    ✅ แม้ว่าบางครั้งการผมร่วงอาจเกี่ยวข้องกับโรคที่ดูรุนแรง เช่น ไทรอยด์ผิดปกติ โลหิตจาง หรือโรคภูมิคุ้มกันบางชนิด แต่จริง ๆ แล้วอาการผมร่วงของผู้ชายส่วนใหญ่เกิดจาก พันธุกรรมและฮอร์โมนเพศชาย (Androgenetic Alopecia) หรือเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความเครียด อดนอน สูบบุหรี่ หรือการดูแลเส้นผมไม่เหมาะสม แต่ถ้าหากผมร่วงมากผิดปกติเป็นเวลานาน ควรเข้าพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง จะได้รักษาอย่างถูกวิธี

  3. โกนผมหรือตัดผมบ่อย ๆ แล้วจะทำให้ผมขึ้นหนา

✅ อีกหนึ่งความเชื่อที่พบบ่อย แต่ความจริงแล้วการตัดผมหรือโกนผม ไม่สามารถทำให้ผมที่ขึ้นใหม่หนาหรือแข็งแรงกว่าเดิมได้ เพราะรากผมและรูขุมขนไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามการโกน สิ่งที่ดูเหมือนผมขึ้นหนาคือการที่ปลายผมใหม่มีลักษณะตรง จึงดูหนากว่าปกติในตอนแรกเท่านั้น



ความคิดของผู้ชายในปัจจุบัน คงไม่มีใครที่อยากจะหัวล้านก่อนวัยผมเองก็เช่นกัน ทุกคนจึงต้องพยายามที่จะดูแลเส้นผมของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะมันส่งผลต่อความมั่นใจและบุคลิกภาพในทุก ๆ ส่วน แต่หลาย ๆ ครั้งเกิดจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เรามองข้าม 

หากคุณอยากกลับมาดูแลเส้นผมและหนังศีรษะของคุณให้แข็งแรง การปรับไลฟ์สไตล์ เช่น การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ การจัดการหรือลดความเครียด และการดูแลหนังศีรษะอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยชะลอการผมร่วงและทำให้เส้นผมแข็งแรงได้ในระยะยาว

รู้ก่อนจะสาย! เมื่อความเครียดมีผลต่อการเสื่อมสมรรถภาพเพศ ED ของผู้ชาย

รู้ก่อนจะสาย! เมื่อความเครียดมีผลต่อการเสื่อมสมรรถภาพเพศ ED ของผู้ชาย

คุณเคยรู้สึกเครียดจนหมดพลัง ไม่อยากทำอะไร แม้กระทั่งไม่มีอารมณ์ทางเพศไหม?

ความเครียด คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจค่อย ๆ บั่นทอนความมั่นใจและส่งผลต่อสุขภาพทางเพศของผู้ชายโดยที่คุณไม่ทันรู้ตัว

บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction: ED) ว่าทั้งสองอย่างนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร และผู้ชายที่คิดว่ามีอาการนี้ควรดูแลตัวเองยังไง เพื่อให้สุขภาพกายและใจดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

ED หรือ ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ คืออะไร?

ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction: ED) คือ ภาวะที่อวัยวะเพศของผู้ชายแข็งตัวได้ไม่เต็มที่ แข็งตัวไม่นานพอสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่านกเขาไม่ขันนั่นเอง ซึ่งอาจเป็นแค่บางครั้งที่เกิดจากความเหนื่อยล้าของร่างกายหรือเกิดอย่างต่อเนื่องจนทำให้กระทบต่อการมีชีวิตคู่และความมั่นใจของตัวเอง

หลาย ๆ คนเข้าใจว่าภาวะ ED จะเกิดขึ้นกับเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ความเป็นจริงผู้ชายวัยทำงานที่มีความเครียดสะสมจากการทำงาน การเงินหรือครอบครัว ก็สามารถมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ ED ได้เช่นกัน

#สุขภาพผู้ชาย #วัยทอง #ED #ฮอร์โมน #อาหารเสริม #สุขภาพ #Men #สูงวัย

ความเครียดส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย (ED) ได้อย่างไร?

การแข็งตัวของอวัยวะเพศเกิดจากการทำงานร่วมกันที่ซับซ้อนของระบบประสาท ฮอร์โมน หลอดเลือด และจิตใจ ทุกระบบต้องทำงานพร้อม ๆ กันจึงจะทำให้น้องชายเกิดการแข็งตัวที่สมบูรณ์ แต่เมื่อคุณเริ่มสะสมความเครียดจนเรื้อรัง การทำงานของระบบต่าง ๆ อาจถูกรบกวน ได้แก่

  • ฮอร์โมนความเครียดสูงเกินไป

    เมื่อมีความเครียดอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลง ซึ่งเมื่อฮอร์โมนเพศชายนี้ลดลงความต้องการทางเพศและการแข็งตัวก็จะลดลงตามไปด้วย
  • การไหลเวียนเลือดผิดปกติ

    ความเครียดจะทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดการตอบสนองแบบฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ โดยจะมีอาการ เช่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันเลือดพุ่งสูงขึ้น และหลอดเลือดหดตัว ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อสำคัญอื่น ๆ แทนที่จะไปยังอวัยวะเพศ และเมื่อการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศไม่เพียงพอ ก็จะทำให้การแข็งตัวยากหรือไม่เต็มที่
  • สมองไม่โฟกัสกับความรู้สึกทางเพศ

    เมื่อสมองของคุณเต็มไปด้วยความกังวลและความเครียด สมองส่วนที่ควรจะไปกระตุ้นความตื่นตัวทางเพศจะถูกกดทับ และการปล่อยสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความสุข เช่น โดพามีน (Dopamine) และ เซโรโทนิน (Serotonin) จะลดลง ทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลงตามไปด้วย ถึงแม้จะมีสิ่งที่มากระตุ้น แต่สมองก็อาจตอบสนองได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิม
  • เกิดความเครียดซ้ำเติม

    เมื่อผู้ชายเริ่มเจอกับอาการ ED ไม่ว่าจะเป็นการแข็งตัวของน้องชายที่ไม่เต็มที่หรือการแข็งตัวที่ไม่นาน ก็จะทำให้เกิดความกังวลและสูญเสียความมั่นใจไป ทำให้เกิดความเครียดยิ่งกว่าเดิม ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้สมรรถภาพทางเพศแย่ลงไปอีก เป็นวงจรที่อันตรายยากต่อการแก้ไขหากปล่อยไว้นานและไม่มีการรักษา

จริง ๆ แล้ว นอกจากความเครียดแล้ว ก็ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายร่วมด้วย ทั้งในเรื่องของสุขภาพทางกายหรือพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นต้นเหตุให้นำไปสู่ปัญหาของสุขภาพกายและจิตใจได้เช่นเดียวกัน

วิธีเช็กสัญญาณที่อาจบอกว่าคุณกำลังเสี่ยงจะมีภาวะ ED ที่เกิดจากความเครียด

  • รู้สึกเหนื่อยล้าและเครียดเกือบทุกวัน ตื่นมาแล้วรู้สึกหมดแรง ไม่มีแรงจะทำอะไร อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายอยู่ภายใต้ความเครียดเรื้อรัง
  • มีปัญหาการนอน นอนไม่หลับหรือชอบตื่นกลางดึกบ่อย ๆ การที่พักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ร่างกายฟื้นฟูฮอร์โมนและระบบประสาทได้ไม่เต็มที่ ส่งผลโดยตรงต่อสมรรถภาพทางเพศ
  • รู้สึกไม่มีอารมณ์ทางเพศหรือความต้องการทางเพศลดลง ความเครียดและระดับฮอร์โมนเพศชายที่น้อยลง จะทำให้ความสนใจในเรื่องเพศค่อย ๆ หายไป
  • อวัยวะเพศไม่แข็งตัวเมื่อตื่นนอนตอนเช้า สามารถบ่งบอกถึงสุขภาพทางเพศได้เป็นอย่างดี ถ้าหากน้องชายไม่แข็งตัวตอนเช้ามานาน อาจเกี่ยวข้องกับความเครียดและปัญหาการไหลเวียนเลือด
  • อวัยวะเพศแข็งตัวยากหรือแข็งตัวได้ไม่นาน ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้จนเสร็จหลายครั้ง
  • อวัยวะเพศแข็งตัวเมื่อช่วยตัวเอง แต่ไม่แข็งตัวเวลามีเพศสัมพันธ์ อาจมีสาเหตุมาจากปัญหาด้านจิตใจและความเครียด
  • รู้สึกกังวลจนหมดความมั่นใจเวลาต้องมีเพศสัมพันธ์ กังวลว่าจะทำไม่ได้หรือไม่สำเร็จอีก

หากคุณพบว่ามีหลายข้อที่เข้าข่ายและรู้สึกว่าตรงกับตัวเอง อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าความเครียดเริ่มส่งผลต่อร่างกายและสุขภาพของคุณแล้ว ทางที่ดีควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเครียด และหากว่ามีอาการ ED ต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะบางครั้งภาวะ ED อาจไม่ใช่แค่เรื่องของความเครียดเท่านั้น แต่อาจเป็นสัญญาณบอกถึงโรคอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดัน หรือโรคหัวใจได้เช่นกัน

#สุขภาพผู้ชาย #วัยทอง #ED #ฮอร์โมน #อาหารเสริม #สุขภาพ #Men #สูงวัย

เคล็ดลับจัดการความเครียดและลดความเสี่ยงการเกิดภาวะ ED

แม้ว่าความเครียดจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่เราสามารถจัดการและลดผลกระทบจากความเครียดที่จะเกิดขึ้นได้ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ลุกลามไปจนถึงเรื่องสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย จะมีอะไรบ้าง?

  • พักผ่อนให้เพียงพอ

    การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ 7–8 ชั่วโมงต่อวัน จะช่วยฟื้นฟูทั้งสมอง ระบบประสาทและการหลั่งของฮอร์โมน ในระหว่างที่เราหลับร่างกายจะปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ซึ่งจำเป็นต่อสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย หากว่าคุณพักผ่อนไม่เพียงพอฮอร์โมนนี้จะลดลง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

    ควรกินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช โปรตีนคุณภาพดีและไขมันดี (เช่น ปลา อะโวคาโด ถั่ว) ช่วยเสริมให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น เป็นการบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งช่วยเรื่องการแข็งตัวของอวัยวะเพศ และควรลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด มีน้ำตาลสูงและมีไขมันอิ่มตัวทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วขึ้น
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

    การออกกำลังไม่เพียงแต่จะช่วยให้กระตุ้นการไหลเวียนเลือดดีขึ้น แต่ยังช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุข ที่ช่วยลดความเครียดและปรับสมดุลฮอร์โมนได้ สามารถออกกำลังกายได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นคาร์ดิโอ (เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน) หรือเวทเทรนนิ่ง
  • ฝึกการผ่อนคลายเมื่อเจอกับความเครียด

    ความเครียดที่เกิดขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ อาจจะสะสมจนส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายได้ เพราะฉะนั้นคุณควรฝึกวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยผ่อนคลายจิตใจและลดความเครียด เช่น การหายใจลึก ๆ การทำสมาธิ การเล่นโยคะหรือการฝึกสติ วิธีเหล่านี้จะช่วยให้สมองของคุณปลอดโปร่ง ลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และทำให้อารมณ์กลับมาสมดุลมากขึ้นได้
  • ลดแอลกอฮอล์และงดการสูบบุหรี่

    ทั้งแอลกอฮอล์และบุหรี่ส่งผลเสียต่อการทำงานของหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดีและเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของการเกิดภาวะ ED อีกด้วย หากว่าคุณต้องการดูแลสมรรถภาพทางเพศในระยะยาว ควรที่จะลดการดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงและงดการสูบบุหรี่
  • เปิดใจคุยกับคู่ของคุณ

    หากว่าคุณเก็บปัญหาและความเครียดไว้คนเดียวอาจทำให้ต้องแบกรับความเครียดที่หนักขึ้น การที่ผู้ชายได้พูดคุยกับคู่ จะช่วยลดความกดดันและสร้างความเข้าใจกับคู่ของคุณได้ หรือปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์หรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต ก็เป็นอีกทางออกที่จะช่วยหาสาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

    อย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นว่าบางครั้งภาวะ ED ก็ไม่ได้เกิดจากความเครียดเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ เพราะฉะนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้คุณรู้สุขภาพร่างกายของตัวเอง และสามารถจัดการปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

มาถึงตรงนี้คุณคงเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและภาวะ ED ดีขึ้นแล้ว เราเชื่อว่าความเครียดนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผู้ชายทุกคนมองข้ามอีกต่อไป เพราะนอกจากความเครียดจะกระทบต่อสุขภาพร่างกายกับจิตใจแล้ว มันยังส่งผลไปถึงสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายด้วยเช่นกัน

หากว่าคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังเผชิญกับทั้งความเครียดและอาการ ED อย่าปล่อยให้ปัญหานี้ลุกลามจนยากที่จะแก้ไข ควรเริ่มการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ และถ้าคุณได้อ่านบทความนี้จบแล้ว ก็จะช่วยให้ผู้ชายทุกคนรู้เท่าทันร่างกาย ความเครียด และวิธีในการจัดการปัญหานี้ได้อย่างเหมาะสม ทำให้คุณกลับมามีความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกครั้ง

เจาะลึกวิธีสร้างความแข็งแรงของผู้ชายที่อายุมากขึ้น ด้วยการสร้างกล้ามเนื้อทำอย่างไร?

เจาะลึกวิธีสร้างความแข็งแรงของผู้ชายที่อายุมากขึ้น ด้วยการสร้างกล้ามเนื้อทำอย่างไร?

เมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพของผู้ชายเมื่ออายุมากขึ้น หลายคนอาจจะคิดไปที่เรื่องของน้ำหนัก ความดันหรือระดับน้ำตาลในเลือด แต่สิ่งหนึ่งที่มักถูกลืมคือเรื่องของ “กล้ามเนื้อ” ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อผู้ชายมีอายุที่มากขึ้น กล้ามเนื้อไม่ได้มีเพื่อให้ดูรูปร่างดีเท่านั้น แต่มันยังเชื่อมกับระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน สมรรถภาพ รวมถึงการใช้ชีวิตในประจำวันระยะยาวด้วย 

ซึ่งทุกคนรู้หรือไม่ว่า เวลาที่เราอายุมากขึ้น.. กล้ามเนื้อของคนเราก็จะลดลงเรื่อย ๆ ด้วย

 

ทำไมเมื่ออายุมากขึ้นกล้ามเนื้อถึงลดลง?

ผู้ชายทุกคนจะสูญเสียกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่องตามอายุที่มากขึ้น โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นภาพเมื่อหลังอายุ 30 ปี กล้ามเนื้ออาจลดลง 3–8% ทุก 10 ปี และจะยิ่งเห็นภาพได้ชัดมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัย 60 ปีขึ้นไป อัตราการลดลงของกล้ามเนื้ออาจขึ้นไปถึง 10% ทุก 10 ปี หากไม่ได้รับการดูแล ภาวะนี้เรียกว่า Sarcopenia หรือภาวะกล้ามเนื้อลดลงตามวัย ซึ่งมีสาเหตุจากหลายปัจจัย ได้แก่

  • ระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ที่ลดลง ทำให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อได้ยากขึ้น
  • การใช้ชีวิตประจำวันที่เคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้เกิดขาดการออกกำลังกายแบบต้านแรง
  • การได้รับโปรตีนและสารอาหารไม่เพียงพอ
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอและความเครียดเรื้อรัง

แม้ว่าการที่กล้ามเนื้อลดจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ แต่ถ้าหากคุณปล่อยไว้โดยไม่ดูแลรักษากล้ามเนื้อให้ดี ก็อาจนำไปสู่การสูญเสียกล้ามเนื้อมากจนเกินไป ซึ่งมันก็จะส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง

สัญญาณเตือนว่ากล้ามเนื้อเริ่มลดลงแล้วมีอะไรบ้าง?

ผู้ชายสามารถสังเกตตัวเองได้จากอาการและการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของร่างกายในชีวิตประจำวัน ได้ดังนี้

  1. เริ่มยกของหรือเดินขึ้นบันไดยากกว่าแต่ก่อน สิ่งที่เคยทำได้ง่าย กลับต้องใช้แรงมากขึ้น รู้สึกเหนื่อยเร็วกว่าปกติหรือต้องหยุดพักบ่อย ๆ แม้จะทำแค่กิจกรรมเบา ๆ 
  2. น้ำหนักลด แต่รูปร่างกลับไม่กระชับ การลดลงของกล้ามเนื้อไม่ได้ทำให้หุ่นดีหรือเฟิร์มขึ้น แต่คือการทำให้แขน ขา เล็กลง ดูลีบ และขาดความแข็งแรง
  3. ท่าทางการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป เช่น เดินช้าลง หลังค่อม กล้ามเนื้อที่อ่อนแรง อาจส่งผลต่อความแข็งแรงของร่างกาย ทำให้ทรงตัวได้ไม่ดีเท่าเดิม เกิดอาการปวดหลัง ปวดเข่า และเสี่ยงที่จะเกิดการหกล้มได้ง่ายขึ้น
  4. เจ็บป่วยบ่อยและใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น กล้ามเนื้อไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยในการเคลื่อนไหว แต่ยังช่วยเรื่องการเผาผลาญพลังงานและเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งถ้าหากว่ากล้ามเนื้อลดลง ร่างกายก็จะฟื้นตัวได้ช้ากว่าเดิมเมื่อมีอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
  5. แรงบีบมืออ่อนลง งานวิจัยทางการแพทย์ใช้แรงบีบมือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพของกล้ามเนื้อ หากบีบมือได้ไม่แน่นเหมือนเดิมหรือรู้สึกว่าไม่ค่อยมีแรงบีบ แปลว่ากล้ามเนื้อกำลังลดลง

เมื่อคุณรู้สึกว่าเริ่มมีอาการเหล่านี้ เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังมีกล้ามเนื้อที่ลดลง และควรเริ่มปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ออกกำลังกาย รับสารอาหารโปรตีนให้เพียงพอ และพักผ่อนให้เหมาะสม เพื่อช่วยชะลอการสูญเสียกล้ามเนื้อให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทำไมผู้ชายควรต้องสร้างและรักษากล้ามเนื้อเมื่ออายุมากขึ้น?

  1. ช่วยรักษาระดับการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย

    กล้ามเนื้อมีหน้าที่ในการช่วยเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ยิ่งมีกล้ามเนื้อมากก็จะยิ่งช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น แม้จะอยู่ในช่วงร่างกายพักอยู่ก็ตาม ในทางตรงกันข้ามหากคุณมีกล้ามเนื้อลดลง อัตราการเผาผลาญก็จะลดลงตามไปด้วยทำให้ร่างกายสะสมไขมันได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคอ้วน เบาหวานและโรคหัวใจ

  2. มีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชาย

    กล้ามเนื้อมีความสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับผู้ชาย เพราะฮอร์โมนนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่ออารมณ์ พลังงานในการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงสมรรถภาพทางเพศ ดังนั้นการรักษากล้ามเนื้อให้เพียงพอและเหมาะสม จะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเพศชายให้เป็นไปตามธรรมชาติและชะลอการลดลงของฮอร์โมนเมื่ออายุมากขึ้นได้อีกด้วย

  3. ปกป้องกระดูกและข้อ

    กล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะทำหน้าที่เหมือนเป็นเกราะป้องกันให้กับกระดูกและข้อ เพราะจะช่วยพยุงร่างกายและลดแรงกระแทกที่จะกระทบต่อกระดูกโดยตรง หากคุณรักษากล้ามเนื้อไว้ได้ดี ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรค เช่น กระดูกพรุน ข้อเสื่อมและการหกล้มได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากสำหรับผู้ชายในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ

  4. ยืดคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

กล้ามเนื้อที่แข็งแรงนอกจากจะทำร่างกายดูมีความฟิตมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น

  • ยกของหนักได้ง่าย ๆ โดยไม่บาดเจ็บหรือปวด
  • เดินไกล ๆ หรือขึ้นบันไดโดยไม่เหนื่อยง่าย
  • สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้สนุกมากยิ่งขึ้น

งานวิจัยยังพบว่า ผู้ชายที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงมีอัตราการเกิดโรคเรื้อรังและอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่มีกล้ามเนื้อน้อย ฉะนั้นการรักษากล้ามเนื้อให้เหมาะสม คือ การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุที่ยืนขึ้น

  1. เสริมภูมิคุ้มกันและการฟื้นตัวของร่างกาย

    กล้ามเนื้อยังมีหน้าที่เป็นแหล่งเก็บโปรตีนสำรองของร่างกาย เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ ร่างกายจะดึงโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้ซ่อมแซมและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน หากว่าคุณมีกล้ามเนื้อน้อยเกินไปร่างกายจะฟื้นตัวได้ช้าและมีความเสี่ยงที่จะป่วยบ่อยขึ้น

วิธีสร้างและรักษากล้ามเนื้อสำหรับผู้ชายมีอะไรบ้าง?

ไม่ใช่ว่าการสร้างกล้ามเนื้อจะทำได้แค่เฉพาะตอนเด็กเท่านั้น  ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอายุเท่าไหร่การสร้างและรักษากล้ามเนื้อก็ยังคงเป็นไปได้หากคุณทำอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ จะมีวิธีอะไรบ้าง? ไปดูกัน!

 

1. การออกกำลังกายแบบต้านแรง (Weight Training)

การออกกำลังกายแบบต้านแรง หรือ Weight Training ถือเป็นหัวใจของการเพิ่มกล้ามเนื้อให้กับร่างกาย

  • โดยควรเริ่มจากเลือกท่าง่าย ๆ ที่เหมาะสมกับอายุของตัวเอง เช่น Squat, Push-up, Plank เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อหลาย ๆ มัดพร้อมกัน
  • สามารถใช้อุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น ดัมเบลหรือยางยืด ในการช่วยออกกำลังกายได้ ถ้าหากว่าไม่สะดวกไปฟิตเนส
  • ควรเริ่มจากน้ำหนักเบา ๆ ก่อน เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ แล้วค่อย ๆ เพิ่มระดับความหนักเพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อปรับตัวและมีความแข็งแรงมากขึ้น
  • ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ และควรให้กล้ามเนื้อแต่ละมัดได้มีเวลาพัก 1–2 วัน

2. การคาร์ดิโอ (Cardio)

แม้ว่าการคาร์ดิโอจะไม่ได้ช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อโดยตรง แต่การคาร์ดิโอ (Cardio) จะช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง

  • ควรเลือกกิจกรรมที่ไม่กระทบกับข้อมาก เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำหรือปั่นจักรยาน
  • คาร์ดิโอประมาณ 30 นาที 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยให้หัวใจ ปอดและการไหลเวียนเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การคาร์ดิโอที่พอดีจะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันโดยไม่ทำลายกล้ามเนื้อที่มีอยู่

3. กินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

หลายคนอาจจะคิดว่าการเสริมสร้างกล้ามเนื้อควรจะเน้นไปที่การกินแต่อาหารที่เป็นโปรตีนอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วร่างกายยังต้องการสารอาหารอื่น ๆ มาช่วยเสริม เพื่อให้การสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพที่สุด ดังนี้

  • เริ่มจากโปรตีน ควรได้รับประมาณ 1.2–1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันจากแหล่งที่ดี เช่น ปลา ไก่ ไข่ ถั่วและนม
  • คาร์โบไฮเดรต ควรเลือกเป็นคาร์บเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง มันหวานหรือควินัว ช่วยเพิ่มพลังงานในการออกกำลังกายและทำให้ร่างกายไม่ดึงโปรตีนไปใช้เป็นพลังงานแทน
  • ไขมันดี จากปลาแซลมอน อะโวคาโดหรือน้ำมันมะกอก เพื่อช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนและช่วยในการทำงานของระบบประสาท
  • วิตามินและแร่ธาตุ จากผัก ผลไม้และธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยเรื่องลดการอักเสบ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ และช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • แคลเซียมและวิตามิน D เสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและช่วยเรื่องการหด-คลายตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วมากขึ้น

4. การพักผ่อนและการจัดการความเครียด

กล้ามเนื้อไม่ได้เติบโตตอนที่ออกกำลังกาย แต่กล้ามเนื้อจะซ่อมแซมตัวเองและแข็งแรงขึ้นตอนที่เรากำลังนอนหลับ

  • การนอนหลับให้เพียงพอ 7–8 ชั่วโมงต่อคืน มีผลต่อการซ่อมแซมและการสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อ
  • ความเครียดจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) สูง ทำให้เราหลับยาก หลับไม่สนิท หรือตื่นกลางดึก เป็นสาเหตุที่ทำให้เราพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งจะมาขัดขวางการสร้างกล้ามเนื้อและระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลง

5. การตรวจสุขภาพหรือพบแพทย์

หากคุณเริ่มกังวลว่าควรดูแลกล้ามเนื้ออย่างไรให้ถูกวิธี หรือสงสัยว่าตอนนี้กล้ามเนื้อของคุณเหมาะสมกับช่วงอายุหรือไม่ การตรวจสุขภาพกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ได้คำตอบที่ชัดเจน โดยปกติจะมีการตรวจ ดังนี้

  • ตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) เพราะฮอร์โมนนี้มีผลโดยตรงต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อและพลังงานของร่างกาย
  • ตรวจองค์ประกอบของร่างกาย เพื่อประเมินสัดส่วนระหว่างกล้ามเนื้อ ไขมัน และน้ำในร่างกายว่ามีความสมดุลกันหรือไม่

ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการออกกำลังกายและปรับการกินอาหารได้ตรงจุดของแต่ละคนมากขึ้น

กล้ามเนื้อคือสิ่งที่ผู้ชายทุกคนไม่ควรมองข้าม การดูแลกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสมจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยให้มีพลังงานที่ดีในการใช้ชีวิตประจำวัน ช่วยให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับผู้ชายที่เข้าสู่วัยกลางคนหรือสูงอายุ ไม่สายเกินไปที่คุณจะเสริมกล้ามเนื้อตั้งแต่วันนี้ รับรองว่าการลงทุนกับดูแลร่างกายในเรื่องนี้ ในอนาคตจะไม่ทำให้คุณขาดทุนอย่างแน่นอน

รีวิวคุณฮอน – M Shot Testosterone ที่ M Clinic

รีวิวคุณฮอน  – M Shot Testosterone ที่ M Clinic

สวัสดีครับ ผมฮอน อายุ 28 ปีครับ ตอนนี้ทำงานเป็นนายแบบ และก็มีขึ้นประกวดอยู่เรื่อย ๆ ด้วยครับ แน่นอนว่างานแบบนี้ มันไม่ได้ใช้แค่หน้าตาอย่างเดียว แต่รูปร่างก็สำคัญมากเหมือนกันครับ เลยคิดว่าต้องหาตัวช่วยในการดูแลตัวเองทั้งสุขภาพ พละกำลัง และรูปร่างที่ดีขึ้น 

 

ทำไมถึงเลือก M Shot Testosterone ?

จริง ๆ ผมออกกำลังกายสม่ำเสมอมาก แต่ปัญหาคือ ผมเป็นคนผอมและตัวสูง การสร้างกล้ามก็ขึ้นช้า เหนื่อยง่าย และบางครั้งรู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวยากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งพอเจองานประกวดที่ต้องติดกันหลายวันการพักผ่อนที่น้อย มันยิ่งชัดเลยครับว่าพลังตกลงไปเรื่อย ๆ

ผมเลยเริ่มหาตัวช่วยที่ “ปลอดภัย” ไม่ใช่แค่ทำให้กล้ามขึ้น แต่ต้องเป็นการดูแลสุขภาพไปพร้อมกันด้วย จนได้รู้จักกับ M Shot Testosterone ที่ M Clinic

สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจได้ง่ายคือ ก่อนเริ่มโปรแกรม คุณหมอมีการตรวจเลือดละเอียดมาก ทั้งระดับฮอร์โมน Testosterone ค่าเลือด ค่าตับ ค่าไต รวมถึงค่าที่เกี่ยวข้อง เพื่อเช็คว่าร่างกายเราพร้อมและเหมาะกับโดสแบบไหน แล้วคุณหมอก็จะวางแผนการรักษาเฉพาะตัว ไม่ใช่ว่าใครมาก็ฉีดเหมือนกันหมด ตรงนี้คือสิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจที่สุดครับ

 

โปรแกรมที่ผมทำ

คุณหมอแนะนำโปรแกรม 5 เข็มแรก (สัปดาห์ละครั้ง) และอธิบายว่าผลลัพธ์จะเริ่มเห็นตั้งแต่เข็มที่ 2–3 ผมก็เลยตัดสินใจลองดู และตั้งใจว่าถ้าร่างกายตอบสนองดี จะทำต่อให้ครบ 10 เข็ม

 

ผลลัพธ์หลังทำ M Shot Testosterone ครบ 5 เข็ม

ผ่านไปครบ 5 เข็มแล้ว บอกเลยว่ารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ครับ

  • พลังงานเพิ่มขึ้น : จากที่เคยตื่นมาแล้วง่วง ๆ เพลีย ๆ ตอนนี้รู้สึกสดชื่นขึ้น หลับลึกกว่าเดิม ตื่นมาแล้วพร้อมลุยงานได้เลย
  • ออกกำลังกายดีขึ้น : เล่นเวทหนัก ๆ เมื่อก่อนวันถัดมาจะเพลีย แต่ตอนนี้ฟื้นตัวไวมาก กล้ามเนื้อกระชับขึ้น มองเห็นผลไวขึ้นด้วย
  • มั่นใจในรูปร่างและงานมากขึ้น : เวลาเดินประกวดหรือถ่ายแบบ ผมรู้สึกมั่นใจขึ้นเยอะ เพราะร่างกายมันตอบสนองได้จริง ๆ ไม่เหนื่อยง่ายเหมือนเมื่อก่อน
#Testosterone #เพิ่มมวลกล้าม #เพิ่มกล้าม #กล้าม #muscle

ความรู้สึกส่วนตัว

สำหรับผม M Shot Testosterone ไม่ได้เป็นแค่การ “ฉีดฮอร์โมน” แต่คือการดูแลสุขภาพจากข้างในอย่างจริงจัง ที่ชอบคือ ทุกขั้นตอนมีคุณหมอดูแล ตรวจเลือด และวางแผนชัดเจน ทำให้ผมสบายใจว่าปลอดภัย ไม่ใช่แค่ได้หุ่น แต่สุขภาพก็แข็งแรงขึ้นด้วย

“ผมว่ามันเหมาะกับผู้ชายที่รู้สึกว่าร่างกายไม่ฟิตเหมือนเดิม ออกกำลังกายแล้วกล้ามไม่ขึ้น ฟื้นตัวยาก หรือคนที่ทำงานใช้พลังเยอะ ๆ แบบผมครับ โดยเฉพาะคนอายุ 30+ ยิ่งจะเห็นความต่างชัดเจน”

#Testosterone #เพิ่มมวลกล้าม #เพิ่มกล้าม #กล้าม #muscle
#Testosterone #เพิ่มมวลกล้าม #เพิ่มกล้าม #กล้าม #muscle
#Testosterone #เพิ่มมวลกล้าม #เพิ่มกล้าม #กล้าม #muscle

สรุป

ตอนนี้ผมทำครบ 5 เข็มแล้ว แต่บอกเลยว่าผลลัพธ์ยังไปต่อได้อีก ผมตั้งใจจะทำครบ 10 เข็ม และอยากให้ทุกคนได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าใครกำลังเจอปัญหาแบบผม ลองมาปรึกษาที่ M Clinic ดูนะครับ อาจเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณกลับมาฟิตและมั่นใจได้อีกครั้งเหมือนผมครับ 

( ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล )




Posts pagination