...

วิธีเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย ด้วยการออกกำลังกาย

เจาะลึกว่า วิธีการเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย ด้วยการออกกำลังกายให้ได้ผลนั้นจะต้องเลือกออกแบบไหนถึงจะมีส่วนช่วยกระตุ้นและปรับสมดุลฮอร์โมนของผู้ชายได้จริง

ฮอร์โมนเพศชาย ต่ำ ส่งผลกับสุขภาพผู้ชายมากกว่าที่คิด

รู้จักผลกระทบของ ฮอร์โมนเพศชาย ต่ำต่อสุขภาพผู้ชาย ไม่ใช่แค่เรื่องสมรรถภาพทางเพศ แต่รวมถึงพลังงาน อารมณ์ และคุณภาพชีวิตโดยรวม

รีบูต ฮอร์โมนเพศชาย ก่อนเข้าวัยทองที่ผู้ชายไม่ควรมองข้าม

เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของ ฮอร์โมนเพศชาย ก่อนเข้าวัยทอง พร้อมแนวทางรีบูตและดูแลสุขภาพผู้ชายอย่างเหมาะสม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

รู้ก่อนจะสาย! เมื่อความเครียดมีผลต่อการเสื่อมสมรรถภาพเพศ ED ของผู้ชาย

รู้ก่อนจะสาย! เมื่อความเครียดมีผลต่อการเสื่อมสมรรถภาพเพศ ED ของผู้ชาย

คุณเคยรู้สึกเครียดจนหมดพลัง ไม่อยากทำอะไร แม้กระทั่งไม่มีอารมณ์ทางเพศไหม?

ความเครียด คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจค่อย ๆ บั่นทอนความมั่นใจและส่งผลต่อสุขภาพทางเพศของผู้ชายโดยที่คุณไม่ทันรู้ตัว

บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction: ED) ว่าทั้งสองอย่างนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร และผู้ชายที่คิดว่ามีอาการนี้ควรดูแลตัวเองยังไง เพื่อให้สุขภาพกายและใจดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

ED หรือ ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ คืออะไร?

ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction: ED) คือ ภาวะที่อวัยวะเพศของผู้ชายแข็งตัวได้ไม่เต็มที่ แข็งตัวไม่นานพอสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่านกเขาไม่ขันนั่นเอง ซึ่งอาจเป็นแค่บางครั้งที่เกิดจากความเหนื่อยล้าของร่างกายหรือเกิดอย่างต่อเนื่องจนทำให้กระทบต่อการมีชีวิตคู่และความมั่นใจของตัวเอง

หลาย ๆ คนเข้าใจว่าภาวะ ED จะเกิดขึ้นกับเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ความเป็นจริงผู้ชายวัยทำงานที่มีความเครียดสะสมจากการทำงาน การเงินหรือครอบครัว ก็สามารถมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ ED ได้เช่นกัน

#สุขภาพผู้ชาย #วัยทอง #ED #ฮอร์โมน #อาหารเสริม #สุขภาพ #Men #สูงวัย

ความเครียดส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย (ED) ได้อย่างไร?

การแข็งตัวของอวัยวะเพศเกิดจากการทำงานร่วมกันที่ซับซ้อนของระบบประสาท ฮอร์โมน หลอดเลือด และจิตใจ ทุกระบบต้องทำงานพร้อม ๆ กันจึงจะทำให้น้องชายเกิดการแข็งตัวที่สมบูรณ์ แต่เมื่อคุณเริ่มสะสมความเครียดจนเรื้อรัง การทำงานของระบบต่าง ๆ อาจถูกรบกวน ได้แก่

  • ฮอร์โมนความเครียดสูงเกินไป

    เมื่อมีความเครียดอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลง ซึ่งเมื่อฮอร์โมนเพศชายนี้ลดลงความต้องการทางเพศและการแข็งตัวก็จะลดลงตามไปด้วย
  • การไหลเวียนเลือดผิดปกติ

    ความเครียดจะทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดการตอบสนองแบบฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ โดยจะมีอาการ เช่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันเลือดพุ่งสูงขึ้น และหลอดเลือดหดตัว ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อสำคัญอื่น ๆ แทนที่จะไปยังอวัยวะเพศ และเมื่อการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศไม่เพียงพอ ก็จะทำให้การแข็งตัวยากหรือไม่เต็มที่
  • สมองไม่โฟกัสกับความรู้สึกทางเพศ

    เมื่อสมองของคุณเต็มไปด้วยความกังวลและความเครียด สมองส่วนที่ควรจะไปกระตุ้นความตื่นตัวทางเพศจะถูกกดทับ และการปล่อยสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความสุข เช่น โดพามีน (Dopamine) และ เซโรโทนิน (Serotonin) จะลดลง ทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลงตามไปด้วย ถึงแม้จะมีสิ่งที่มากระตุ้น แต่สมองก็อาจตอบสนองได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิม
  • เกิดความเครียดซ้ำเติม

    เมื่อผู้ชายเริ่มเจอกับอาการ ED ไม่ว่าจะเป็นการแข็งตัวของน้องชายที่ไม่เต็มที่หรือการแข็งตัวที่ไม่นาน ก็จะทำให้เกิดความกังวลและสูญเสียความมั่นใจไป ทำให้เกิดความเครียดยิ่งกว่าเดิม ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้สมรรถภาพทางเพศแย่ลงไปอีก เป็นวงจรที่อันตรายยากต่อการแก้ไขหากปล่อยไว้นานและไม่มีการรักษา

จริง ๆ แล้ว นอกจากความเครียดแล้ว ก็ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายร่วมด้วย ทั้งในเรื่องของสุขภาพทางกายหรือพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นต้นเหตุให้นำไปสู่ปัญหาของสุขภาพกายและจิตใจได้เช่นเดียวกัน

วิธีเช็กสัญญาณที่อาจบอกว่าคุณกำลังเสี่ยงจะมีภาวะ ED ที่เกิดจากความเครียด

  • รู้สึกเหนื่อยล้าและเครียดเกือบทุกวัน ตื่นมาแล้วรู้สึกหมดแรง ไม่มีแรงจะทำอะไร อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายอยู่ภายใต้ความเครียดเรื้อรัง
  • มีปัญหาการนอน นอนไม่หลับหรือชอบตื่นกลางดึกบ่อย ๆ การที่พักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ร่างกายฟื้นฟูฮอร์โมนและระบบประสาทได้ไม่เต็มที่ ส่งผลโดยตรงต่อสมรรถภาพทางเพศ
  • รู้สึกไม่มีอารมณ์ทางเพศหรือความต้องการทางเพศลดลง ความเครียดและระดับฮอร์โมนเพศชายที่น้อยลง จะทำให้ความสนใจในเรื่องเพศค่อย ๆ หายไป
  • อวัยวะเพศไม่แข็งตัวเมื่อตื่นนอนตอนเช้า สามารถบ่งบอกถึงสุขภาพทางเพศได้เป็นอย่างดี ถ้าหากน้องชายไม่แข็งตัวตอนเช้ามานาน อาจเกี่ยวข้องกับความเครียดและปัญหาการไหลเวียนเลือด
  • อวัยวะเพศแข็งตัวยากหรือแข็งตัวได้ไม่นาน ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้จนเสร็จหลายครั้ง
  • อวัยวะเพศแข็งตัวเมื่อช่วยตัวเอง แต่ไม่แข็งตัวเวลามีเพศสัมพันธ์ อาจมีสาเหตุมาจากปัญหาด้านจิตใจและความเครียด
  • รู้สึกกังวลจนหมดความมั่นใจเวลาต้องมีเพศสัมพันธ์ กังวลว่าจะทำไม่ได้หรือไม่สำเร็จอีก

หากคุณพบว่ามีหลายข้อที่เข้าข่ายและรู้สึกว่าตรงกับตัวเอง อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าความเครียดเริ่มส่งผลต่อร่างกายและสุขภาพของคุณแล้ว ทางที่ดีควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเครียด และหากว่ามีอาการ ED ต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะบางครั้งภาวะ ED อาจไม่ใช่แค่เรื่องของความเครียดเท่านั้น แต่อาจเป็นสัญญาณบอกถึงโรคอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดัน หรือโรคหัวใจได้เช่นกัน

#สุขภาพผู้ชาย #วัยทอง #ED #ฮอร์โมน #อาหารเสริม #สุขภาพ #Men #สูงวัย

เคล็ดลับจัดการความเครียดและลดความเสี่ยงการเกิดภาวะ ED

แม้ว่าความเครียดจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่เราสามารถจัดการและลดผลกระทบจากความเครียดที่จะเกิดขึ้นได้ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ลุกลามไปจนถึงเรื่องสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย จะมีอะไรบ้าง?

  • พักผ่อนให้เพียงพอ

    การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ 7–8 ชั่วโมงต่อวัน จะช่วยฟื้นฟูทั้งสมอง ระบบประสาทและการหลั่งของฮอร์โมน ในระหว่างที่เราหลับร่างกายจะปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ซึ่งจำเป็นต่อสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย หากว่าคุณพักผ่อนไม่เพียงพอฮอร์โมนนี้จะลดลง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

    ควรกินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช โปรตีนคุณภาพดีและไขมันดี (เช่น ปลา อะโวคาโด ถั่ว) ช่วยเสริมให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น เป็นการบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งช่วยเรื่องการแข็งตัวของอวัยวะเพศ และควรลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด มีน้ำตาลสูงและมีไขมันอิ่มตัวทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วขึ้น
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

    การออกกำลังไม่เพียงแต่จะช่วยให้กระตุ้นการไหลเวียนเลือดดีขึ้น แต่ยังช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุข ที่ช่วยลดความเครียดและปรับสมดุลฮอร์โมนได้ สามารถออกกำลังกายได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นคาร์ดิโอ (เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน) หรือเวทเทรนนิ่ง
  • ฝึกการผ่อนคลายเมื่อเจอกับความเครียด

    ความเครียดที่เกิดขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ อาจจะสะสมจนส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายได้ เพราะฉะนั้นคุณควรฝึกวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยผ่อนคลายจิตใจและลดความเครียด เช่น การหายใจลึก ๆ การทำสมาธิ การเล่นโยคะหรือการฝึกสติ วิธีเหล่านี้จะช่วยให้สมองของคุณปลอดโปร่ง ลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และทำให้อารมณ์กลับมาสมดุลมากขึ้นได้
  • ลดแอลกอฮอล์และงดการสูบบุหรี่

    ทั้งแอลกอฮอล์และบุหรี่ส่งผลเสียต่อการทำงานของหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดีและเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของการเกิดภาวะ ED อีกด้วย หากว่าคุณต้องการดูแลสมรรถภาพทางเพศในระยะยาว ควรที่จะลดการดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงและงดการสูบบุหรี่
  • เปิดใจคุยกับคู่ของคุณ

    หากว่าคุณเก็บปัญหาและความเครียดไว้คนเดียวอาจทำให้ต้องแบกรับความเครียดที่หนักขึ้น การที่ผู้ชายได้พูดคุยกับคู่ จะช่วยลดความกดดันและสร้างความเข้าใจกับคู่ของคุณได้ หรือปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์หรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต ก็เป็นอีกทางออกที่จะช่วยหาสาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

    อย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นว่าบางครั้งภาวะ ED ก็ไม่ได้เกิดจากความเครียดเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ เพราะฉะนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้คุณรู้สุขภาพร่างกายของตัวเอง และสามารถจัดการปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

มาถึงตรงนี้คุณคงเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและภาวะ ED ดีขึ้นแล้ว เราเชื่อว่าความเครียดนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผู้ชายทุกคนมองข้ามอีกต่อไป เพราะนอกจากความเครียดจะกระทบต่อสุขภาพร่างกายกับจิตใจแล้ว มันยังส่งผลไปถึงสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายด้วยเช่นกัน

หากว่าคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังเผชิญกับทั้งความเครียดและอาการ ED อย่าปล่อยให้ปัญหานี้ลุกลามจนยากที่จะแก้ไข ควรเริ่มการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ และถ้าคุณได้อ่านบทความนี้จบแล้ว ก็จะช่วยให้ผู้ชายทุกคนรู้เท่าทันร่างกาย ความเครียด และวิธีในการจัดการปัญหานี้ได้อย่างเหมาะสม ทำให้คุณกลับมามีความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกครั้ง

เจาะลึกวิธีสร้างความแข็งแรงของผู้ชายที่อายุมากขึ้น ด้วยการสร้างกล้ามเนื้อทำอย่างไร?

เจาะลึกวิธีสร้างความแข็งแรงของผู้ชายที่อายุมากขึ้น ด้วยการสร้างกล้ามเนื้อทำอย่างไร?

เมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพของผู้ชายเมื่ออายุมากขึ้น หลายคนอาจจะคิดไปที่เรื่องของน้ำหนัก ความดันหรือระดับน้ำตาลในเลือด แต่สิ่งหนึ่งที่มักถูกลืมคือเรื่องของ “กล้ามเนื้อ” ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อผู้ชายมีอายุที่มากขึ้น กล้ามเนื้อไม่ได้มีเพื่อให้ดูรูปร่างดีเท่านั้น แต่มันยังเชื่อมกับระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน สมรรถภาพ รวมถึงการใช้ชีวิตในประจำวันระยะยาวด้วย 

ซึ่งทุกคนรู้หรือไม่ว่า เวลาที่เราอายุมากขึ้น.. กล้ามเนื้อของคนเราก็จะลดลงเรื่อย ๆ ด้วย

 

ทำไมเมื่ออายุมากขึ้นกล้ามเนื้อถึงลดลง?

ผู้ชายทุกคนจะสูญเสียกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่องตามอายุที่มากขึ้น โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นภาพเมื่อหลังอายุ 30 ปี กล้ามเนื้ออาจลดลง 3–8% ทุก 10 ปี และจะยิ่งเห็นภาพได้ชัดมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัย 60 ปีขึ้นไป อัตราการลดลงของกล้ามเนื้ออาจขึ้นไปถึง 10% ทุก 10 ปี หากไม่ได้รับการดูแล ภาวะนี้เรียกว่า Sarcopenia หรือภาวะกล้ามเนื้อลดลงตามวัย ซึ่งมีสาเหตุจากหลายปัจจัย ได้แก่

  • ระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ที่ลดลง ทำให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อได้ยากขึ้น
  • การใช้ชีวิตประจำวันที่เคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้เกิดขาดการออกกำลังกายแบบต้านแรง
  • การได้รับโปรตีนและสารอาหารไม่เพียงพอ
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอและความเครียดเรื้อรัง

แม้ว่าการที่กล้ามเนื้อลดจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ แต่ถ้าหากคุณปล่อยไว้โดยไม่ดูแลรักษากล้ามเนื้อให้ดี ก็อาจนำไปสู่การสูญเสียกล้ามเนื้อมากจนเกินไป ซึ่งมันก็จะส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง

สัญญาณเตือนว่ากล้ามเนื้อเริ่มลดลงแล้วมีอะไรบ้าง?

ผู้ชายสามารถสังเกตตัวเองได้จากอาการและการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของร่างกายในชีวิตประจำวัน ได้ดังนี้

  1. เริ่มยกของหรือเดินขึ้นบันไดยากกว่าแต่ก่อน สิ่งที่เคยทำได้ง่าย กลับต้องใช้แรงมากขึ้น รู้สึกเหนื่อยเร็วกว่าปกติหรือต้องหยุดพักบ่อย ๆ แม้จะทำแค่กิจกรรมเบา ๆ 
  2. น้ำหนักลด แต่รูปร่างกลับไม่กระชับ การลดลงของกล้ามเนื้อไม่ได้ทำให้หุ่นดีหรือเฟิร์มขึ้น แต่คือการทำให้แขน ขา เล็กลง ดูลีบ และขาดความแข็งแรง
  3. ท่าทางการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป เช่น เดินช้าลง หลังค่อม กล้ามเนื้อที่อ่อนแรง อาจส่งผลต่อความแข็งแรงของร่างกาย ทำให้ทรงตัวได้ไม่ดีเท่าเดิม เกิดอาการปวดหลัง ปวดเข่า และเสี่ยงที่จะเกิดการหกล้มได้ง่ายขึ้น
  4. เจ็บป่วยบ่อยและใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น กล้ามเนื้อไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยในการเคลื่อนไหว แต่ยังช่วยเรื่องการเผาผลาญพลังงานและเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งถ้าหากว่ากล้ามเนื้อลดลง ร่างกายก็จะฟื้นตัวได้ช้ากว่าเดิมเมื่อมีอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
  5. แรงบีบมืออ่อนลง งานวิจัยทางการแพทย์ใช้แรงบีบมือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพของกล้ามเนื้อ หากบีบมือได้ไม่แน่นเหมือนเดิมหรือรู้สึกว่าไม่ค่อยมีแรงบีบ แปลว่ากล้ามเนื้อกำลังลดลง

เมื่อคุณรู้สึกว่าเริ่มมีอาการเหล่านี้ เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังมีกล้ามเนื้อที่ลดลง และควรเริ่มปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ออกกำลังกาย รับสารอาหารโปรตีนให้เพียงพอ และพักผ่อนให้เหมาะสม เพื่อช่วยชะลอการสูญเสียกล้ามเนื้อให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทำไมผู้ชายควรต้องสร้างและรักษากล้ามเนื้อเมื่ออายุมากขึ้น?

  1. ช่วยรักษาระดับการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย

    กล้ามเนื้อมีหน้าที่ในการช่วยเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ยิ่งมีกล้ามเนื้อมากก็จะยิ่งช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น แม้จะอยู่ในช่วงร่างกายพักอยู่ก็ตาม ในทางตรงกันข้ามหากคุณมีกล้ามเนื้อลดลง อัตราการเผาผลาญก็จะลดลงตามไปด้วยทำให้ร่างกายสะสมไขมันได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคอ้วน เบาหวานและโรคหัวใจ

  2. มีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชาย

    กล้ามเนื้อมีความสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับผู้ชาย เพราะฮอร์โมนนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่ออารมณ์ พลังงานในการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงสมรรถภาพทางเพศ ดังนั้นการรักษากล้ามเนื้อให้เพียงพอและเหมาะสม จะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเพศชายให้เป็นไปตามธรรมชาติและชะลอการลดลงของฮอร์โมนเมื่ออายุมากขึ้นได้อีกด้วย

  3. ปกป้องกระดูกและข้อ

    กล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะทำหน้าที่เหมือนเป็นเกราะป้องกันให้กับกระดูกและข้อ เพราะจะช่วยพยุงร่างกายและลดแรงกระแทกที่จะกระทบต่อกระดูกโดยตรง หากคุณรักษากล้ามเนื้อไว้ได้ดี ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรค เช่น กระดูกพรุน ข้อเสื่อมและการหกล้มได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากสำหรับผู้ชายในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ

  4. ยืดคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

กล้ามเนื้อที่แข็งแรงนอกจากจะทำร่างกายดูมีความฟิตมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น

  • ยกของหนักได้ง่าย ๆ โดยไม่บาดเจ็บหรือปวด
  • เดินไกล ๆ หรือขึ้นบันไดโดยไม่เหนื่อยง่าย
  • สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้สนุกมากยิ่งขึ้น

งานวิจัยยังพบว่า ผู้ชายที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงมีอัตราการเกิดโรคเรื้อรังและอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่มีกล้ามเนื้อน้อย ฉะนั้นการรักษากล้ามเนื้อให้เหมาะสม คือ การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุที่ยืนขึ้น

  1. เสริมภูมิคุ้มกันและการฟื้นตัวของร่างกาย

    กล้ามเนื้อยังมีหน้าที่เป็นแหล่งเก็บโปรตีนสำรองของร่างกาย เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ ร่างกายจะดึงโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้ซ่อมแซมและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน หากว่าคุณมีกล้ามเนื้อน้อยเกินไปร่างกายจะฟื้นตัวได้ช้าและมีความเสี่ยงที่จะป่วยบ่อยขึ้น

วิธีสร้างและรักษากล้ามเนื้อสำหรับผู้ชายมีอะไรบ้าง?

ไม่ใช่ว่าการสร้างกล้ามเนื้อจะทำได้แค่เฉพาะตอนเด็กเท่านั้น  ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอายุเท่าไหร่การสร้างและรักษากล้ามเนื้อก็ยังคงเป็นไปได้หากคุณทำอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ จะมีวิธีอะไรบ้าง? ไปดูกัน!

 

1. การออกกำลังกายแบบต้านแรง (Weight Training)

การออกกำลังกายแบบต้านแรง หรือ Weight Training ถือเป็นหัวใจของการเพิ่มกล้ามเนื้อให้กับร่างกาย

  • โดยควรเริ่มจากเลือกท่าง่าย ๆ ที่เหมาะสมกับอายุของตัวเอง เช่น Squat, Push-up, Plank เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อหลาย ๆ มัดพร้อมกัน
  • สามารถใช้อุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น ดัมเบลหรือยางยืด ในการช่วยออกกำลังกายได้ ถ้าหากว่าไม่สะดวกไปฟิตเนส
  • ควรเริ่มจากน้ำหนักเบา ๆ ก่อน เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ แล้วค่อย ๆ เพิ่มระดับความหนักเพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อปรับตัวและมีความแข็งแรงมากขึ้น
  • ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ และควรให้กล้ามเนื้อแต่ละมัดได้มีเวลาพัก 1–2 วัน

2. การคาร์ดิโอ (Cardio)

แม้ว่าการคาร์ดิโอจะไม่ได้ช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อโดยตรง แต่การคาร์ดิโอ (Cardio) จะช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง

  • ควรเลือกกิจกรรมที่ไม่กระทบกับข้อมาก เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำหรือปั่นจักรยาน
  • คาร์ดิโอประมาณ 30 นาที 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยให้หัวใจ ปอดและการไหลเวียนเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การคาร์ดิโอที่พอดีจะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันโดยไม่ทำลายกล้ามเนื้อที่มีอยู่

3. กินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

หลายคนอาจจะคิดว่าการเสริมสร้างกล้ามเนื้อควรจะเน้นไปที่การกินแต่อาหารที่เป็นโปรตีนอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วร่างกายยังต้องการสารอาหารอื่น ๆ มาช่วยเสริม เพื่อให้การสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพที่สุด ดังนี้

  • เริ่มจากโปรตีน ควรได้รับประมาณ 1.2–1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันจากแหล่งที่ดี เช่น ปลา ไก่ ไข่ ถั่วและนม
  • คาร์โบไฮเดรต ควรเลือกเป็นคาร์บเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง มันหวานหรือควินัว ช่วยเพิ่มพลังงานในการออกกำลังกายและทำให้ร่างกายไม่ดึงโปรตีนไปใช้เป็นพลังงานแทน
  • ไขมันดี จากปลาแซลมอน อะโวคาโดหรือน้ำมันมะกอก เพื่อช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนและช่วยในการทำงานของระบบประสาท
  • วิตามินและแร่ธาตุ จากผัก ผลไม้และธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยเรื่องลดการอักเสบ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ และช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • แคลเซียมและวิตามิน D เสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและช่วยเรื่องการหด-คลายตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วมากขึ้น

4. การพักผ่อนและการจัดการความเครียด

กล้ามเนื้อไม่ได้เติบโตตอนที่ออกกำลังกาย แต่กล้ามเนื้อจะซ่อมแซมตัวเองและแข็งแรงขึ้นตอนที่เรากำลังนอนหลับ

  • การนอนหลับให้เพียงพอ 7–8 ชั่วโมงต่อคืน มีผลต่อการซ่อมแซมและการสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อ
  • ความเครียดจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) สูง ทำให้เราหลับยาก หลับไม่สนิท หรือตื่นกลางดึก เป็นสาเหตุที่ทำให้เราพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งจะมาขัดขวางการสร้างกล้ามเนื้อและระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลง

5. การตรวจสุขภาพหรือพบแพทย์

หากคุณเริ่มกังวลว่าควรดูแลกล้ามเนื้ออย่างไรให้ถูกวิธี หรือสงสัยว่าตอนนี้กล้ามเนื้อของคุณเหมาะสมกับช่วงอายุหรือไม่ การตรวจสุขภาพกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ได้คำตอบที่ชัดเจน โดยปกติจะมีการตรวจ ดังนี้

  • ตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) เพราะฮอร์โมนนี้มีผลโดยตรงต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อและพลังงานของร่างกาย
  • ตรวจองค์ประกอบของร่างกาย เพื่อประเมินสัดส่วนระหว่างกล้ามเนื้อ ไขมัน และน้ำในร่างกายว่ามีความสมดุลกันหรือไม่

ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการออกกำลังกายและปรับการกินอาหารได้ตรงจุดของแต่ละคนมากขึ้น

กล้ามเนื้อคือสิ่งที่ผู้ชายทุกคนไม่ควรมองข้าม การดูแลกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสมจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยให้มีพลังงานที่ดีในการใช้ชีวิตประจำวัน ช่วยให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับผู้ชายที่เข้าสู่วัยกลางคนหรือสูงอายุ ไม่สายเกินไปที่คุณจะเสริมกล้ามเนื้อตั้งแต่วันนี้ รับรองว่าการลงทุนกับดูแลร่างกายในเรื่องนี้ ในอนาคตจะไม่ทำให้คุณขาดทุนอย่างแน่นอน

Testosterone คืออะไร? ฮอร์โมนเพศชายตัวท็อปที่มีผลต่อสุขภาพในทุกมิติ

เทสโทสเตอโรน (Testosterone) คืออะไร?

เทสโทสเตอโรน (Testosterone) คือ ฮอร์โมนเพศชายที่ผลิตโดยอัณฑะของผู้ชาย และในรังไข่ของผู้หญิงแต่ผลิตในปริมาณที่น้อยกว่า รวมถึงในต่อมหมวกไตของทั้งสองเพศด้วย เทสโทสเตอโรนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาลักษณะทางเพศและการทำงานของร่างกายหลายด้านจะมีอะไรบ้าง? ไปดูกัน!

 

ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ทำหน้าที่อะไร?

ในผู้ชาย:
  • การพัฒนาความเป็นผู้ชาย: ช่วยให้ร่างกายผู้ชายเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เช่น อวัยวะเพศเติบโตขึ้น เสียงแตก มีขนขึ้นตามร่างกายและใบหน้า
  • สร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรง: ช่วยส่งเสริมการสร้างโปรตีนให้กับร่างกาย ทำให้ผู้ชายมีกล้ามเนื้อที่ใหญ่และแข็งแรงกว่าผู้หญิงโดยธรรมชาติ
  • ดูแลกระดูกให้แข็งแรง: มีส่วนช่วยในการรักษาความแข็งแรงและความหนาแน่นของกระดูก และลดความเสี่ยงของภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนได้
  • ช่วยในการผลิตอสุจิ: เป็นฮอร์โมนหลักที่จำเป็นต่อร่างกาย ในการผลิตอสุจิที่สมบูรณ์และมีคุณภาพ
  • เพิ่มความต้องการทางเพศ: มีผลอย่างมากต่อความต้องการทางเพศและสมรรถภาพทางเพศ และช่วยให้การทำงานทางเพศเป็นปกติ
  • ส่งผลต่อพลังงานและอารมณ์: ถ้า เทสโทสเตอโรน (Testosterone) อยู่ในระดับที่เหมาะสมผู้ชายจะรู้สึกกระฉับกระเฉง สดชื่น อารมณ์ดี แต่ถ้าต่ำเกินไป อาจรู้สึกเหนื่อยง่าย หงุดหงิด หรือซึมเศร้าได้
ในผู้หญิง:

แม้ผู้หญิงจะมีเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ในปริมาณน้อยกว่าผู้ชายมาก แต่ฮอร์โมนนี้ก็ยังมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของผู้หญิงในหลายด้าน เช่น

  • ความต้องการทางเพศ: ช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศและความพึงพอใจทางเพศในผู้หญิง
  • พลังงานและอารมณ์: ช่วยให้รู้สึกกระฉับกระเฉง อารมณ์ดี และลดความรู้สึกเหนื่อยล้า
  • ดูแลกระดูกให้แข็งแรง: มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างและรักษามวลกระดูก ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนได้

สาเหตุและผลกระทบเมื่อเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ผิดปกติมีอะไรบ้าง?

ระดับของเทสโทสเตอโรน (Testosterone) สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และปัญหาสุขภาพต่าง ๆ หากระดับฮอร์โมนนี้สูงหรือต่ำเกินไป อาจส่งผลต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนี้

 

ระดับต่ำกว่าปกติ

ในผู้ชายหากระดับเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ต่ำกว่าปกติ อาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น:

  • ความต้องการทางเพศลดลง
  • เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
  • มวลกล้ามเนื้อลดลง ไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น
  • ความหนาแน่นของกระดูกลดลง เสี่ยงกระดูกพรุน
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดหรือซึมเศร้า

สาเหตุที่เทสโทสเตอโรน (Testosterone) ต่ำกว่าปกติ อาจเกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น (ซึ่งเป็นเรื่องปกติ) โรคเรื้อรัง การใช้ยาบางชนิด หรือปัญหาที่อัณฑะ

ระดับสูงกว่าปกติ:

ในผู้ชาย: โดยทั่วไปการมีเทสโทสเตอโรน (Testosterone) สูงเกินไปตามธรรมชาตินั้นพบไม่บ่อย แต่หากมีการใช้สารสังเคราะห์ เช่น สเตียรอยด์เพื่อเพิ่มฮอร์โมน อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่น:

  • ปัญหาหัวใจและหลอดเลือด
  • ตับมีปัญหา ตับวาย
  • ปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น อารมณ์รุนแรงและพฤติกรรมก้าวร้าว

ในผู้หญิง: หากระดับเทสโทสเตอโรนสูงเกินไป อาจนำไปสู่ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) ทำให้เกิดอาการ เช่น:

  • ขนขึ้นผิดปกติตามใบหน้าและร่างกาย
  • ผิวมัน เป็นสิว
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ

วิธีการรักษาระดับเทสโทสเตอโรน (Testosterone)ให้สมดุล

การรักษาระดับเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ให้สมดุลเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยสามารถดูแลได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ: โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน เช่น การยกเวท (Weight Training) ซึ่งช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เลือกอาหารที่มีโปรตีนสูง วิตามินดี และสังกะสี ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยในการสร้างฮอร์โมน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: การพักผ่อนอย่างน้อย 7–8 ชั่วโมงต่อคืน ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนได้ดีขึ้น
  • ลดความเครียด: ความเครียดสะสมสามารถส่งผลให้ระดับเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ลดลงได้
  • ควบคุมน้ำหนัก: ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนมีความเกี่ยวข้องกับระดับเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ที่ต่ำ

หากคุณมีอาการที่สงสัยว่าอาจเกิดจากความไม่สมดุลของระดับเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจเลือดและประเมินระดับฮอร์โมนอย่างแม่นยำ รวมถึงรับคำแนะนำการรักษาที่เหมาะสม

 

ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) จึงไม่ใช่ฮอร์โมนเพศชายเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจของทั้งผู้ชายและผู้หญิง มีบทบาทต่อหลายระบบในร่างกาย และเป็นองค์ประกอบที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตโดยรวมให้ดียิ่งขึ้น



ทำไมต้องฉีดฮอร์โมนทุก 7 วัน?

ทำไมต้องฉีดฮอร์โมนทุก 7 วัน?

 

โปรแกรม M Shot Testosterone เป็นการใช้ฮอร์โมนระยะสั้น หรือที่เรียกว่า Short-acting hormones ซึ่งช่วยให้ร่างกายได้รับฮอร์โมนในปริมาณที่พอเหมาะ และสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อให้ระดับฮอร์โมนอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและคงที่ คุณจึงต้องฉีดฮอร์โมนบ่อยทุก 7 วัน การรักษาระดับฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอนี้มีความสำคัญมากสำหรับผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพโดยรวมและประสิทธิภาพของการออกกำลังกาย

ข้อดีของการใช้ฮอร์โมนระยะสั้น

  • ควบคุมระดับฮอร์โมนได้ดีกว่า: การฉีดฮอร์โมนในระยะเวลาสั้นทำให้แพทย์สามารถติดตามผลและปรับปริมาณได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ระดับฮอร์โมนอยู่ในจุดที่สมดุล
  • ลดผลข้างเคียง: ด้วยการใช้ฮอร์โมนในปริมาณที่พอดี ช่วยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง เช่น สิว ผมร่วง อารมณ์แปรปรวน หรืออาการอ่อนล้า
  • เสริมการออกกำลังกายและสุขภาพโดยรวม: ฮอร์โมนที่สมดุลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างกล้ามเนื้อ เสริมความแข็งแรง และส่งผลดีต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ

การรักษาระดับฮอร์โมนที่เหมาะสมยังส่งผลให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังงานเพียงพอสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ และสามารถตอบสนองต่อการออกกำลังกายได้ดีขึ้น นี่คือเหตุผลที่การฉีดฮอร์โมนทุก 7 วันเป็นวิธีที่แพทย์แนะนำสำหรับการรักษาแบบ M Shot Testosterone!

ที่ Ⓜ️ Clinic มีแผนการใช้ Testosterone ที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะสุขภาพที่กระทบจากภาวะพร่องฮอร์โมน รวมไปถึงการเร่งสร้างกล้ามเนื้อด้วยการใช้ Testosterone

การฉีดฮอร์โมนเสริมสร้างกล้ามเนื้อ Testosterone VS Growth hormone

การฉีดฮอร์โมนเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
Testosterone VS Growth hormone

1. ฮอร์โมนที่ใช้เสริมสร้างกล้ามเนื้อในปัจจุบันมีใช้อยู่ 2 ตัว คือ
– เทสโทสเตอโรน (Testosterone) หรือฮอร์โมนเพศชายเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ที่สร้างขึ้นในห้องปฏิบัติการโดยกระบวนการทางเคมี เพื่อเลียนแบบโครงสร้างและการทำงานของฮอร์โมนธรรมชาติ
– โกรทฮอร์โมน (Growth hormone, GH) : หรือฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตเป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นโดยเทคโนโลยี DNA รีคอมบิแนนท์ โดยใช้แบคทีเรียหรือเซลล์สัตว์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้ผลิต Growth hormone ได้

2. การใช้ Growth Hormone ในประเทศไทยมีจำหน่ายอย่างถูกกฎหมายสำหรับการใช้ทางการแพทย์เท่านั้น เช่น การรักษาภาวะขาด GH ในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ แต่การใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ เช่น การเสริมสร้างกล้ามเนื้อหรือการชะลอวัย อาจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การนำเข้าฮอร์โมนการเจริญเติบโตโดยไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ผิดกฎหมายและอาจถูกตรวจจับที่ด่านศุลกากรได้
– การใช้ GHในประเทศไทยต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองและมีความเชี่ยวชาญในด้านการใช้ฮอร์โมนนี้ เช่น แพทย์ต่อมไร้ท่อ (Endocrinologist) หรือแพทย์เวชศาสตร์การกีฬา (Sports Medicine Specialist) หากไม่ใช่แพทย์สองสาขานี้สั่งจ่าย อาจเสี่ยงต่อยาหิ้ว หรือ สารลอกเลียนแบบ อีกทั้งถ้าเก็บในอุณหภูมิไม่เหมาะสมจะเสื่อมสภาพ ถ้านำมาฉีดเข้าร่างกายอาจเป็นอันตรายได้

3. GH มีประโยชน์ในการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของร่างกาย แต่มีผลกระทบต่อร่างกายดังนี้


– ทำให้เกิดการกักเก็บน้ำในร่างกาย ทำให้บวมตัวบวมได้ โดยเฉพาะข้อมือและขา
– ทำให้เกิดอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะ carpal tunnel syndrome จะมีอาการปวดข้อมือและชาได้
– อาจก่อให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินและเบาหวานได้
– เกิดการขยายตัวของอวัยวะภายใน เช่น หัวใจและตับ อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพรุนแรง
– เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็ง เช่นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เนื่องจากฮอร์โมนนี้กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์
– เพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาหัวใจและหลอดเลือด ทำให้เพิ่มความดันโลหิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจล้มเหลวและปัญหาหลอดเลือดได้

ดูเหมือนว่าการใช้ Testosterone จะมีความปลอดภัยกว่า ในโพสต์ต่อไปจะกล่าวถึงการใช้ Testosterone บ้างครับ แต่โดยสรุปแล้วการใช้ฮอร์โมนเสริมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าชอบโพสต์นี้ฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยนะ#bodycam

Reference:
– [Mayo Clinic: Testosterone therapy: Potential benefits and risks as you age](https://www.mayoclinic.org/…/testost…/about/pac-20384685)
– [Harvard Health: The dilemma of male hormone therapy](https://www.health.harvard.edu/…/the-dilemma-of-male…)
– [WebMD: Growth Hormone](https://www.webmd.com/men/features/growth-hormone)

การรักษาฮอร์โมน TESTOSTERONE เพศชาย ในทางที่ผิดส่งผลอย่างไร ?

การรักษาฮอร์โมน TESTOSTERONE เพศชายในทางที่ผิดส่งผลอย่างไร ?

ในปัจจุบันมีการนำฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนชนิดสังเคราะห์มาใช้ เป็นสารกระตุ้นในการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ เพิ่มพละกำลังในการออกกำลังกาย  ซึ่งการเสริมฮอร์โมนโดยไม่ได้ปรึกษาจากแพทย์และตรวจวัดค่าระดับฮอร์โมนก่อนอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่อันตรายได้ เช่น

  • -เสี่ยงติดเชื้อที่ผิวหนังจากการใช้เข็มฉีดยา
  • -เสี่ยงมีภาวะอารมณ์ฉุนเฉียว ก้าวร้าว
  • -เสี่ยงมีภาวะความดันโลหิตสูง
  • -เสี่ยงอวัยวะเพศมีอาการผิดปกติ 
  • -เสี่ยงมีภาวะการมีบุตรยาก
  • เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ผิวหนังจากการใช้เข็มฉีดยาอีกด้วย และจะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน